
หากเราลองจินตนาการว่า แค่ “สระว่ายน้ำมาตรฐาน” ที่เต็มไปด้วยน้ำมวลหนัก ก็เพียงพอจะเลี้ยงโลกทั้งใบให้มีไฟฟ้าใช้ไปตลอดหนึ่งปีเต็ม อาจฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่จริงๆ นี่คือศักยภาพของ พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) ที่ถูกขนานนามว่า “Holy Grail” ของพลังงานอนาคต
หลายคนอาจคุ้นกับ นิวเคลียร์ฟิชชัน (Nuclear Fission) ที่เราใช้ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปัจจุบัน แต่ “ฟิวชัน” คือเกมคนละระดับ มันคือการหลอมรวมแกนอะตอมเบาอย่างไอโซโทปของไฮโดรเจน ให้กลายเป็นอะตอมหนักขึ้น พร้อมปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่ทำให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงให้เราเห็นทุกๆ วัน
ทำไมฟิวชันจึงเป็น Game Changer
แม้ชื่อจะฟังดูคล้ายกัน แต่ฟิชชัน (Fission) และฟิวชัน (Fusion) ทำงานต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฟิชชันคือกระบวนการ “แตกตัว” เปรียบเสมือนการทุบตัวต่อเลโก้ยักษ์อย่าง Uranium-235 ที่ไม่เสถียรให้แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พร้อมปล่อยพลังงาน ซึ่งเป็นหลักการที่ใช้ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้เสถียรและควบคุมได้ง่าย แต่ข้อเสียสำคัญคือการเกิดกากกัมมันตรังสี ที่ต้องจัดการอย่างปลอดภัยเป็นเวลานานหลายร้อยปี ในทางตรงข้าม ฟิวชันคือการ “หลอมรวม” นิวเคลียสของธาตุเบาอย่างไอโซโทปของไฮโดรเจน เช่น Deuterium และ Tritium ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกับที่เกิดในแกนกลางของดวงอาทิตย์ ปฏิกิริยานี้ต้องใช้ความร้อนและแรงดันมหาศาลนับร้อยล้านองศาเซลเซียสเพื่อเอาชนะแรงผลักทางไฟฟ้าสถิต แต่เมื่อหลอมรวมสำเร็จ จะปล่อยพลังงานออกมามากกว่าฟิชชันหลายเท่าในรูปแบบนิวตรอนพลังงานสูง จุดเด่นคือเป็นพลังงานสะอาดและปลอดภัย เพราะไม่มีกากกัมมันตรังสีอันตราย และเชื้อเพลิงสามารถหาได้จากน้ำทะเลแทบไม่จำกัด
รายงานจากสถาบันพลังงานระบุว่า หากโลกต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่กว่า 100 กิกะวัตต์ต่อปี ใช้งบประมาณมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ แม้ว่าพลังงานลมและแสงอาทิตย์จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องเสถียรภาพและพื้นที่การสร้างโรงไฟฟ้า ฟิวชันจึงถูกมองว่าเป็น “จิ๊กซอว์ชิ้นที่ขาดหายไป” เพราะคุณสมบัติเด่นหลายอย่าง เช่น
ปลอดภัยโดยธรรมชาติ: ของเสียน้อย สลายตัวเร็ว ไม่มีความเสี่ยง runaway reaction หรือการระเบิดแบบฟิชชัน
ไร้มลพิษคาร์บอน: แทบไม่ปล่อย CO2
เชื้อเพลิงมหาศาล: แค่ไอโซโทปของไฮโดรเจนในน้ำทะเลก็เพียงพอใช้หลายพันปี
ตอบโจทย์พลังงานเสถียร: ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศหรือกลางวันกลางคืน
พูดง่ายๆ ถ้าวันหนึ่ง ฟิวชันถูกพัฒนาเชิงพาณิชย์สำเร็จ มันจะเปลี่ยนภูมิทัศน์พลังงานโลกอย่างสิ้นเชิง เหมือนการปฏิวัติครั้งใหญ่ที่ทุกประเทศต้องจับตามอง
เส้นทางเทคโนโลยี : จาก ITER ถึง Tokamak รุ่นใหม่
เส้นทางสู่ฟิวชันไม่ง่าย หัวใจความท้าทายคือการควบคุม เพราะต้องควบคุมพลาสมาที่ร้อนกว่าแกนดวงอาทิตย์ถึง 150 ล้านองศาเซลเซียสให้อยู่ในสภาวะเสถียร เครื่องปฏิกรณ์ที่ใช้หลักการนี้เรียกว่า Tokamak (โทคาแมค) มีรูปร่างคล้ายโดนัท ใช้สนามแม่เหล็กแรงสูงกักเก็บพลาสมา ปัจจุบันโครงการที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ ITER (International Thermonuclear Experimental Reactor) ที่ฝรั่งเศส มีเป้าหมายผลิตพลังงานออกมามากกว่าที่ใส่เข้าไปถึง 10 เท่า ใช้งบลงทุนกว่า 20,000 ล้านยูโร
ความก้าวหน้าล่าสุดคือการนำแม่เหล็กตัวนำยวดยิ่งอุณหภูมิสูง (High Temperature Superconductor – HTS) มาพัฒนาทำให้เครื่อง Tokamak มีขนาดเล็กลง สร้างได้รวดเร็วขึ้น และมีราคาถูกลง โดยงานวิจัยชี้ว่า HTS อาจทำให้โรงไฟฟ้าฟิวชันเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นได้จริงภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า
จากแล็บการทดลองสู่โลกจริง : ฟิวชันกำลังก้าวถึง ‘Kitty Hawk Moment’
ถ้าเปรียบฟิวชันกับการบิน ตอนนี้เรากำลังใกล้ถึงช่วงเวลา “Kitty Hawk Moment” ที่บินขึ้นได้จริง จุดเปลี่ยนที่ทำให้สิ่งซึ่งเคยเป็นแค่การทดลองกลายเป็นความจริงเชิงพาณิชย์ เหมือนกับวันที่พี่น้องตระกูลไรต์พิสูจน์ว่าเครื่องบินสามารถบินได้จริง ข้อมูลจากสหรัฐชี้ว่ามีเงินลงทุนเอกชนกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ไหลเข้านักลงทุนรายใหญ่ตั้งแต่ Bill Gates, Jeff Bezos, Peter Thiel ไปจนถึงกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds: SWF) ต่างเข้ามาจับจ้อง เพราะนี่ไม่ใช่แค่ผลตอบแทนทางธุรกิจแต่มันคือการลงทุนเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ แม้แต่รัฐบาลสหรัฐเองยังตั้งเป้าหมายว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าฟิวชันทดลองให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้จริงภายในปี 2035-2040
INNOPOWER: เชื่อมไทยสู่พลังงานอนาคต
ในฐานะ Decarbonization Partner ของภาคธุรกิจไทย เราไม่ได้หยุดอยู่แค่การเสาะหาโครงการพลังงานสะอาดที่มีอยู่แล้ว แต่ยังเดินเกมไกลด้วยการตั้งหน่วยธุรกิจ Venture Capital ที่สอดส่องเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต เพราะการลงทุน Venture Capital ไม่ใช่แค่การ “หาผลตอบแทน” แต่คือการเชื่อมประเทศไทยเข้ากับเทรนด์โลก และการเลือก “จังหวะเวลา” ที่ถูกต้อง
หากมาดู start up ที่ Venture Capital ได้ศึกษาด้านพลังงานฟิวชัน ซึ่งวันนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในห้องทดลองอีกต่อไป สตาร์ตอัพชั้นนำเริ่มก้าวขึ้นมา เช่น Commonwealth Fusion Systems และ Tokamak Energy ที่กำลังพัฒนาเครื่อง Tokamak หรือฝั่ง Helical Fusion (ญี่ปุ่น) และ Type One Energy ที่ผลักดันแนวทาง Stellarator/Helical Magnetic Confinement เพื่อสร้างฟิวชันแบบ steady-state ภายในปี 2034 ถ้าสำเร็จ นั่นหมายถึงก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมพลังงานโลก
แล้วทำไม Venture Capital ถึงสนใจ ก็เพราะนี่คือ perfect storm ของพลังงานอนาคต พลังงานฟิวชันสามารถสร้างพลังงานแทบไร้ขีดจำกัดจากน้ำทะเล แถมยังสะอาดกว่าน้ำมันและปลอดภัยกว่านิวเคลียร์ฟิชชันดั้งเดิม ยิ่งไปกว่านั้น ความท้าทายทางวิทยาศาสตรที่ยิ่งใหญ่ยังดึงดูดนักลงทุนที่ชอบเดิมพันกับเทคโนโลยีพลิกโลก และถ้าวันหนึ่งฟิวชันถูกทำให้ใช้งานได้จริง มันจะไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่จะกลายเป็นอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ขนาดหลายล้านล้านดอลลาร์ทันที
กรณีของฟิวชันจึงเป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า สิ่งที่เคยดูเหมือน “ฝันไกล” กำลังใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ITER Tokamak รุ่นใหม่ และแม่เหล็ก HTS โลกเริ่มมองเห็นเส้นทางไปสู่ “พลังงานไร้ขีดจำกัด” มากกว่าที่เคย และเมื่อวันนั้นมาถึง ประเทศไทยไม่ควรยืนอยู่แค่ฝั่งผู้ซื้อ แต่ต้องพร้อมเป็นผู้เล่นในห่วงโซ่คุณค่า ร่วมสร้าง ร่วมลงทุน และก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดอนาคตพลังงานโลกไปด้วย
ประเทศไทยกับก้าวแรก
รู้หรือไม่ ประเทศไทยเองก็มีโครงการ Thailand Tokamak I : TT-1 ที่สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ จ.นครนายก โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของ INNOPOWER เข้ามามีบทบาทสำคัญ และนี่คือสัญญาณชัดว่าประเทศไทยกำลัง “ปักหมุด” บนแผนที่พลังงานสะอาดระดับโลก และหากฟิวชันบรรลุผลจริงไทยก็พร้อมก้าวไปกับโลก ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ใช้แต่ในฐานะผู้สร้างอนาคตพลังงานร่วมกัน
INNOPOWER จึงพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเสาะหา ลงทุน และผลักดันเทคโนโลยีนี้ เราควรมีบทบาทในห่วงโซ่คุณค่า ไม่ว่าจะในฐานะนักลงทุน ผู้วิจัย หรือฐานการผลิต เพื่อให้ประเทศของเราก้าวทันเมื่อพลังงานไร้ขีดจำกัดนี้ กลายเป็นจริงเพื่อให้พลังงานสะอาดแห่งอนาคตไม่ได้เป็นแค่ความฝัน แต่กลายเป็นพลังงานของวันนี้

