นักวิชาการชู ‘งานวิจัยไทย’ สู่การใช้จริง แนะรบ. หนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน ขับเคลื่อนประเทศ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 ตุลาคม งาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ต้นแบบของงานมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีของอาเซียน ภายใต้แนวคิดหลัก “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) นำโดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เอสซีจี และ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รวมถึงเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทยหรือ TSCN (Thailand Supply Chain Network) โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 5 ตุลาคม เวลา 10.00 -20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
บรรยากาศเวลา 10.00 น. เริ่มต้นเวทีเสวนา “SX Talk Stage” ในหัวข้อ “จากห้องแล็ปสู่โลกจริง : การผสานองค์ความรู้และความร่วมมือสู่การสร้างระบบนวัตกรรมระดับประเทศ” โดย รศ.ดร. ปฐมทัศน์ จิระเดชะ ประธานคณะอนุกรรมการแผนงายกลุ่มด้านระบบคมนาคมโลจิสติกส์ พลังงาน เคมี วัสดุชีวภาพ และเศรษฐกิจหมุนเวียน หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข), ภรณี กองอมรภิญโญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่องค์กรสัมพันธ์ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย,
ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานคณะกรรมการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน, ดร.นพดล เกิดดอนแฝก หัวหน้าทีมวิจัย กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีพลาสติก ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาต (สวทช.) และสิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.จินตวัฒน์ ไชยชยะวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญการวิจัยด้ายวิศวกรรมวัสกุและเศรษฐกิจ BCG สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และที่ปรึกษาแผนงานกลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียน หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

เริ่มที่ รศ.ดร. ปฐมทัศน์ จิระเดชะ กล่าวถึงกระบวนการในการนำงานวิจัยที่อยู่ในห้องแล็ป มาสู่การใช้ประโยชน์ในสังคม โดยระบุว่า ปัจจุบันงานวิจัยในประเทศไทยมีเยอะมาก แต่ปัญหาคือการนำงานวิจัยเหล่านั้นให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ขององค์กร บพข. ที่จะสนับสนุนเพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้วการวิจัยที่ผ่านมาจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าไม่ได้นำไปใช้จริง
ซึ่งปัจจัยที่สำคัญในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว คือ พลังงาน เศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นที่ทราบว่า GDP ของประเทศไทย ณ ปัจจุบันไม่เติบโต เด็กจบใหม่หางานทำยาก เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่โต ขณะเดียวกันเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันเด็กเกิดใหม่น้อย จะเห็นได้ว่าถ้าหากเราไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ที่มาทดแทนอุตสาหกรรมเก่า ประเทศไทยจะไม่สามารถเดินหน้าต่อไป เศรษฐกิจเดิม ระบบเดิม ไม่สามารถไปต่อได้ เราจึงจำเป็นต้องนำองค์ความรู้ที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานที่ทำงานวิจัย ออกมาปรับใช้กับสังคม ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนักวิจัยยังคงติดภาพเดิมคือการนำงานวิจัยไปตีพิมพ์บนกระดาษ ซึ่งประเทศไทยอยู่กับภาพเดิมนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ยกตัวอย่าง ประเทศจีน ที่มีงานวิจัยหลายฉบับเทียบเท่ากับประเทศสหรัฐอเมริกา แต่มีการนำพื้นฐานในห้องแล็บนั้นมาสานต่อ ผลิตผลิตภัณฑ์ส่งออก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น
“ผมดีใจที่เห็นภาคเอกชนพร้อมสู้ นักวิจัยก็พร้อมที่จะทำงานกับภาคเอกชน เราจะวินๆไปด้วยกัน เดินไปด้วยกัน ชนะไปด้วยกันเพื่อประโยชน์ของประเทศและสังคม” รศ.ดร.ปฐมทัศน์ กล่าว

ขณะที่ ดร.นพดล เกิดดอนแฝก กล่าวถึงมุมมองในฐานะนักวิจัยโดยการนำผลิตภัณฑ์ “สลัด” ในบรรจุภัณฑ์ที่ตนทำการวิจัยมาแสดงบนเวทีเสวนา ซึ่งเป็นฟิล์มใสที่สามารถย่อยสลายได้ มีคุณสมบัติต้านทานการเกิดฝ้า เป็นวัสดุที่ผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ จากเป้าหมายในการทำให้สินค้าของประเทศไทยเป็นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งฟิล์มใสดังกล่าวมีการผลิตใช้ในเชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว ปกติวัสดุบรรจุภัณฑ์พลาสติก เป็นสิ่งที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่เรามีการพัฒนา และเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ลักษณะของบรรจุภัณฑ์เสมอมาโดยยึดจุดประสงค์ว่าการใช้จะต้องมีความยั่งยืน ซึ่งคำตอบคือต้องเป็น “บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้” เราจะพบว่าบางส่วนมีการหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติก โดยหันไปใช้ใบตองเป็นบรรจุภัณฑ์แทน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดี หากแต่การจะนำมาใช้เป็นอุตสาหกรรมนั้นทำไม่ได้ พลาสติกจะตอบโจทย์ได้มากกว่า เราปฏิเสธการใช้พลาสติกไม่ได้ แต่เราจะทำอย่างไรให้พลาสติกนั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ด้าน ภรณี กล่าวในมุมมองของบริษัทที่ผลิตวัสดุและโซลูชันวิทยาศาสตร์สำหรับอุตสาหกรรม
โดยระบุว่า ทางบริษัท มีเป้าหมายว่า ภายในปี 2030 ผลิตภัณฑ์ แลบรรจุภัณฑ์ของบริษัททุกตัวจะต้องสามารถรีไซเคิลได้ อีกทั้งยังนำพลาสติกที่ผ่านการรีไซเคิลแล้วกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง ขณะเดียวกันก็นำกลับมาผลิตพลาสติกใหม่อีก 3 ล้านตัน
สิ่งสำคัญคือการจะทำอย่างไรให้การจัดการขยะพลาสติกนั้นยั่งยืน และต้องนำขยะเหล่านั้นมาใช้เป็นวัตถุดิบได้อีก ดังนั้น เราจึงมีโครงการต่าง ๆ มากมาย ทั้งหมด 40 โครงการ แต่ยังไม่เพียงพอ แต่สองปีที่ผ่านมา เรามีการดำเนินโครงการ การแก้ปัญหาขยะพลาสติกด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งต้องมีการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติกขึ้นมา ซึ่งต้องทำตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สิ่งที่ประเทศไทยมีแล้วคือเทคโนโลยีที่เทียบเท่ากับระดับโลก หากแต่สิ่งที่ขาดคือต้นน้ำ และกลางน้ำ เพราะสังคมไทยขาดการคัดแยกขยะอย่างจริงจัง และขาดระบบ ในส่วนของการคัดแยกขยะไทยใช้ระบบซาเล้ง ซึ่งก่อนที่จะเข้าโรงงานรีไซเคิล จำเป็นต้องมีโรงคัดแยก เพราะไม่อย่างยั้นเราจะไม่รู้ว่าของมาจากไหน คุณภาพเป็นอย่างไร และสภาพของวัสดุไม่สามารถเข้าโรงงานระดับพรีเมียมได้จากระบบซาเล้ง นั่นเป็นเหตุผลที่เราสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติกขึ้นมา
“เราพร้อมจะนำงานวิจัยไปใช้จริง ซึ่งอาจจะมีข้อกฏหมายและการกระตุ้นตลาด รวมไปถึงการสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภคในการที่จะนำวัสดุรีไซเคิลไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งกฏหมายของประเทศไทยยังเป็นอุปสรรค ถ้าเรามีการปรับและทำงานร่วมกันก็น่าจะทำให้โครงการเรารุดหน้าไปเร็วกว่านี้ และอีกส่วนหนึ่งที่เรากังวลใจคือ เราไม่อยากให้ Circular Economy เป็นแค่กระแส เราอยากให้เป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความจริงจังแต่ต่อเนื่อง โดยบรรจุเป็นนโยบายระยะยาวของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ช่วยนำ Circular Economy เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” ภรณี กล่าว

ในส่วนของ ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช กล่าวว่า ขณะนี้กำลังดำเนินโครงการ “ตลาดคาร์บอนครัวเรืน (ภาคสมัครใจ)” ย่อยออกมาเป็น “คาร์บอนเครดิต” หรือ สิทธิที่แสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดลงหรือกักเก็บได้จากการดำเนินโครงการต่างๆ ซึ่งมีการรวบรวมครัวเรือนที่สนใจในโครงการดังกล่าว คือ หมู่บ้านเสนา ที่มีการขายบ้ายพร้อมติดโซลาร์เซลล์ทุกหลังคาเรือน เราก็ไปรวบรวมจากกลุ่มเหล่านี้ ซึ่งมีการดำเนินงานร่วมกับองค์กรต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ โฮมโปร ที่มีการขายแผงโซลาร์เซลล์ หรือ เซ็นทรัล โดยครัวเรือนสามารถนำคาร์บอนเครดิตมาแลกกับแต้มของ The 1 ซึ่งต้องการหมู่บ้านนำร่องทั้งหมด 300 ครัวเรือน
“ปัญหาโลกร้อนปัจจุบันกลายเป็นเครื่องมือทางการค้า ปัญหาเหล่านี้มันกระทบประเทศ และพวกเราทุกคน อย่ามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไกลตัว อยากฝากให้พยายามเปิดใจศึกษาเรื่องเหล่านี้ไว้” ดร.สุวิทย์กล่าว

ปิดท้ายเวทีเสวนาที่ สิรินยา ลิม ตัวแทนจากภาครัฐ ที่นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทย สามารถสร้างมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรในประเทศไทยให้มีจุดแข็ง เพื่อไปแข่งขันกับประเทศอื่นได้ โดยสิรินยา เผยว่า เป็นชีววิทยาสังเคราะห์ และวิศวกรรมชีวภาพ (Synthetic andEngineering Biology) โดย Synthetic คือ การสังเคราะห์หรือสร้างขึ้นมาใหม่ ส่วน Engineering คือ การสรางและออกแบบกระบวนการ และ Biology คือ สิ่งมีชีวิต หรือ “การสร้างหรือปรับปรุงสิ่งมีชีวิตให้ได้คุณสมบัติหรือลักษณะตามที่ต้องการ
โดยใช้กระบวนการทางพันธวิศวกรรมชีววิทยาสงเคราะห์และวิศวกรรมชีวภาพ เทคโนโลยีนี้จะมาช่วยในเรื่องของการเพิ่มมูลค่าและลดเวลาในการผลิต ขณะเดียวกันยังสามารถสร้างมูลค่าได้อย่างสูง ยกตัวอย่างปนะเทศที่ใช้เทคโนโลยีนี้ อย่าง ประเทศสิงคโปร์ ที่ใช้เทคโลยีนี้ในการลดการใช้ยาฆ่าแมลงในการปลูกพืช หรือเรื่องการพัฒนาพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่ หากใช้เทคโนโลยีดังกล่าวไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงเลย
“ในฐานะภาครัฐ เราคิดว่าความนิ่งของนโยบายเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง การที่เราใช้งบประมาณของประเทศมาทำเรื่องเหล่านี้ เราต้องการความโปร่งใส เพราะฉะนั้นเราต้องมีการบริหารจัดการอย่างชาญฉลาดเพื่อทำให้เกิดอิมแพ็ค และประโยชน์สูงสุด” สิรินยา กล่าวทิ้งท้าย



