หน้าแรก เศรษฐกิจ กองสลาก เตรีย...

กองสลาก เตรียมเคาะสัปดาห์หน้า เพดานคืนเงิน สลากดิจิทัล L6 ไม่ถูกรางวัลได้เท่าไหร่

3.10.25 | 17:02 น.

สำนักงานสลากฯ เผยเตรียมสรุปเพดานคืนเงิน สัปดาห์หน้า ซื้อสลากดิจิทัล (L6) ไม่ถูกรางวัลได้คืนเป็นเงินออม เริ่มได้ภายใน 4 เดือน ยันไม่ได้เปิดแข่ง “หวยเกษียณ” เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการส่งเสริมการออม

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยถึงแนวคิดการเดินหน้า “สลากเพื่อการออม” ว่า เป็นการนำสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบดิจิทัล (L6) ที่ขายผ่านแอพพ์ เป๋าตัง ราคา 80 บาท มาปรับรูปแบบ โดยผู้ซื้อที่ไม่ถูกรางวัลจะได้รับเงินคืน (Cashback) จากสัดส่วน 17% ซึ่งตาม พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลกำหนดไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจำหน่าย

สำหรับสัดส่วนเงินคืนที่แน่นอน เช่น คืนใบละกี่บาทหรือคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานสลากฯ และกระทรวงการคลัง โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ก่อนเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอนุมัติ โดยจะมีการสรุปกำหนดสัดส่วนเพดานการคืนเงินต่อฉบับในสัปดาห์หน้า

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อสรุปการกำหนดเพดานและรูปแบบการคืนเงินต่อฉบับที่เหมาะสม โดยยืนยันว่าการดำเนินโครงการนี้ จะไม่กระทบต่อรายได้หรือการดำเนินงานของสำนักงานฯ อย่างแน่นอน” พันโท หนุน กล่าว

พันโท หนุน กล่าวว่า สำหรับการคืนเงินให้กับประชาชนนั้น จะมาจากสัดส่วน 17% ของรายได้สลากกินแบ่งรัฐบาล แบ่งเป็น

Advertisement

1.เป็นเงินรางวัล 60%
2.นำรายได้ส่งเข้ารัฐ 23%
3.ค่าบริหารจัดการและจำหน่าย 17%

สำหรับ 17% ที่เป็นค่าใช้จ่าย จะแบ่งเป็นส่วนลดตัวแทนจำหน่าย 12-14% และค่าใช้จ่ายสำนักงาน 3-5% ที่เป็นค่าบริหารสนง.สลากฯ เช่น การจ่ายเงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ เป็นต้น ซึ่งแนวคิดใหม่จะนำบางส่วนของ 17% มาคืนให้ผู้ซื้อสลากที่ไม่ถูกรางวัล เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาออมเงินผ่านการซื้อสลากดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า จากจำนวน 17% นั้น มีตัวชี้วัดกำหนดว่า สนง.สลากฯ จะต้องนำเงินคืนส่งรัฐอีกรอบ โดยแต่ละปีสนง.สลากฯ มีรายได้จากสัดส่วนดังกล่าว อยู่ที่ 9,000 ล้านบาท และนำส่งรัฐอีก 7,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเข้าไปดูรายละเอียดว่าสามารถแบ่งสัดส่วนอย่างไรได้บ้าง เพื่อคืนเงินให้กับประชาชน

“พ.ร.บ.สลากฯ กำหนดไว้ชัดเจนว่า 23%ที่ส่งรายได้เข้ารัฐ ไม่สามารถนำไปใช้ส่วนอื่นได้ ฉะนั้น เราจึงจะเข้าไปดูรายละเอียดใน 17% สำหรับการบริหารจัดการ ว่าสามารถแบ่งสัดส่วนออกมาได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งปัจจุบันยอดขายต่องวดของสลากดิจิทัล อยู่ที่ 27 ล้านใบ/งวด”

ส่วนหากดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว มีความจำเป็นที่ต้องเพิ่มราคาสลาก เพื่อเพิ่มสัดส่วนการบริหารจัดการหรือไม่ พันโท หนุน กล่าวว่า ที่ผ่านมา สนง.สลากฯ เคยทำแบบสอบถามไปแล้ว หากมีการเพิ่มราคาสลากจาก 80 บาท เป็น 100 บาท เงินรางวัลก็จะเพิ่มขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจุบันราคาสลากยังเกิน 80 บาทอยู่ เราจึงยังไม่ควรขยายราคาสลากขึ้นไป

ทั้งนี้ ยืนยันว่า โครงการคืนเงินสำหรับการซื้อสลากดิจิทัล แล้วไม่ถูกรางวัลนั้น เป็นการส่งเสริมการออมอีกช่องทางหนึ่ง ไม่ได้เป็นการเปิดมาเพื่อแข่งกับหวยเกษียณ ของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้ประชาชนสามารถออมได้ทั้ง 2 ช่องทาง และการคืนเงินของสนง.สลากฯ นั้น หลักการเบื้องต้น จะสามารถถอนเงินคืนได้เมื่ออายุ 55 ปี ส่วนคนที่อายุ 56 ปีขึ้นไป จะสามารถออมได้อีก 5 ปี

ส่วนกรณีจะมีการเพิ่มสลากดิจิทัล (L6) เพื่อจูงใจการออมหรือๆ หรือไม่ นั้น พันโท หนุน ระบุว่า ทิศทางในอนาคต สำนักงานสลากฯ มีเป้าหมายลดจำนวนสลากแบบกระดาษ และเพิ่มสัดส่วนสลากดิจิทัลอยู่แล้ว เพื่อสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคอยู่แล้ว