ธนกร ตั้ง ‘คณะเต็มเหนี่ยว’ ปราบโรงงาน-สินค้าเถื่อน ยศสิงห์ ร่วมมือท้องถิ่น คุม รง.ปิด-เปิดเร็ว
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังร่วมกับ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประชุมมอบนโยบายข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และนโยบายควิก บิ๊ก วิน ของกระทรวงอุตสาหกรรมว่า ได้ตั้งคณะเต็มเหนี่ยวขึ้นมา เพื่อมาปราบโรงงานและสินค้าผิดฎหมายต่างๆ ลักษณะการทำงานคล้ายกับทีมสุดซอย เนื่องจากที่ผ่านมาทำได้ดี แต่จะมีลักษณะแตกต่างกัน
นายธนกรกล่าวว่า คณะเต็มหนี่ยวจะเน้นกติกา ถ้าโรงงานไหนทำผิดกฎหมายจะถูกสั่งปิด ถ้าแก้ไขถูกต้องแล้วก็จะให้กลับมาเปิดโรงงานโดยเร็ว จะไม่ไปปิดค้างไว้อย่างนั้น เพราะสร้างความเสียให้ให้กับผู้ประกอบการ รวมทั้งจะเข้าไปตรวจสอบเข้มงวดสินค้าสวมสิทธิ เพื่อรับมือปัญหาเร่งด่วนจากสงครามการค้า และมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ และได้หารือร่วมกับผู้บริหารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีดีแบงก์) ให้เร่งเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ เร่งเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทันที เช่น ออกมาตรการสินค้าดอกเบี้ยต่ำ

“เรื่องสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพทะลักเข้ามาเรามีข้อมูลตัวเลขอยู่ โดยสินค้าจากจีนที่ด้อยคุณภาพทะลักเข้ามาเยอะ ต้องดำเนินการจับกุมกวาดล้าง บังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดที่สุด รวมทั้งให้กวดขัดเรื่องอ้อยไฟไหม้ ปีที่แล้วตัวเลขดีแล้ว ตัวนี้ก็จะดีขึ้น ส่วนเรื่องมาตรการลงทุน ได้ให้ จ.อ.ยศสิงห์เข้าไปดูเรื่องตัวเลขการลงทุนทำไมนักลงทุนขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว แต่ทำไมยังไม่เริ่มลงทุน ให้ไปดูว่ามีอุปสรรคหรือติดขัดอะไรหรือไม่อย่างไร เพื่อเข้ามาช่วยกันแก้ไขให้มีปริมาณเงินลงทุนเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนแนวทางการออกใบอนุญาตโรงงานต่างๆ ยังยึดแนวปฏิบัติหลักกฎหมายเป็นหลัก เราต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง” นายธนกรกล่าว
นายธนกรกล่าวว่า สำหรับนโยบายหลัก การทำงานขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยจะทำงานภายใต้กรอบฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน ฝ่า คือรับมือปัญหาเร่งด่วนจากสงครามการค้าและมาตรการภาษีตอบโต้ เร่งช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ เสริมสภาพคล่องด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำรายละ 1 ล้านบาท, ฟัน จัดระเบียบอุตสาหกรรมอย่างเด็ดขาด ด้วยการปราบปรามโรงงานเถื่อน การลักลอบนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และการทิ้งกากอุตสาหกรรม ลดการเผาอ้อยผ่านการสนับสนุนเกษตรกร และพัฒนาระบบจัดการกากอุตสาหกรรมให้โปร่งใสและยั่งยืน, ดึง เงินลงทุน เดินหน้าดึงเม็ดเงินลงทุนด้วย 2 แนวทางหลัก คือขับเคลื่อนบีซีจีและพลังงานสะอาด ยกระดับภาคการผลิตไทยสู่มาตรฐานสากล ลดคาร์บอน ลดต้นทุนพลังงาน และดัน วางรากฐานสู่อุตสาหกรรมอนาคต สนับสนุนเอสเอ็มอี เข้าถึงเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน ผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ดิจิทัล เอไอ เซมิคอนดักเตอร์ และอาหารแห่งอนาคต-ชีวเศรษฐกิจ ควบคู่กับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างการแพทย์ เทคโนโลยีสุขภาพ และปาล์มน้ำมัน

ด้าน จ.อ.ยศสิงห์กล่าวว่า จะเน้นลงพื้นที่เพื่อดูแลนิคมอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชน จะกำชับให้หัวหน้าสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ต้องร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนในพื้นที่ที่มีการโรงงานอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อมลภาวะ ต้องตรวจสอบการทำงานของโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น เป็นการป้องกันปัญหาล่วงหน้านโยบายหลักๆ ของตนคือการปิดและเปิดเร็ว คือหากมีการกระทำผิด มีการปล่อยมลพิษก็ต้องถูกสั่งปิดทันที จากนั้นจะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ก็จะพิจารณาให้เปิดใหม่ได้ทันที แต่หากไม่สามารถแก้ไขได้ก็ต้องปิดกิจการตามกฎหมายเช่นกัน

