หน้าแรก เศรษฐกิจ ฟื้น ‘ท่าเรือ...

ฟื้น ‘ท่าเรือระนอง’ สู่เป้าหมายฮับอันดามัน

5.10.25 | 09:47 น.
ฟื้น‘ท่าเรือระนอง’สู่เป้าหมายฮับอันดามัน

เป็นเวลากว่าสองทศวรรษที่ “ท่าเรือระนอง” ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนต่อเนื่อง จนถูกมองว่าอาจกลายเป็นเพียงท่าเรือชายขอบที่รอวันถูกลืม

แต่แล้วสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น เมื่อ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างการบริหาร พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ใหม่ให้สอดคล้องกับทิศทางการค้าระหว่างประเทศ

ปีงบประมาณ 2567 เริ่มมีสัญญาณบวกขึ้น เมื่อท่าเรือระนองสามารถปิดงบด้วยกำไร 300,000 บาท แม้เป็นตัวเลขไม่มาก แต่ก็ถือเป็นการกลับเข้าสู่ตัวเลขกำไรที่มีความหวังครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี และยิ่งน่าจับตาเมื่อปีงบประมาณ 2568 ตัวเลขกำไรพุ่งกระโดดสู่ระดับ 5 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพที่รอวันฟื้นคืนอย่างแข็งแกร่ง

ท่าเรือระนองมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งริมฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงเส้นทางการค้าสู่มหาสมุทรอินเดีย และสอดรับกับโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลตั้งเป้าผลักดัน หากการพัฒนาดำเนินไปตามแผน ท่าเรือเล็กๆ แห่งนี้อาจก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการขนส่งที่ทรงพลังในอนาคต

ล่าสุด ท่าเรือระนอง เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 การท่าเรือแห่งประเทศไทย เปิดโครงการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) เส้นทาง สปป.ลาว-จีน-ไทย-เมียนมา-กลุ่ม BIMSTEC พร้อมเปิดการขนส่งเที่ยวปฐมฤกษ์ไปยังท่าเรือย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางการขนส่งสินค้าใหม่ในรูปแบบ Multimodal Transport ที่เชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบทั้งทางรถบรรทุก ทางรถไฟ และทางเรือเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยมีท่าเรือระนองเป็นจุดเชื่อมโยงยุทธศาสตร์

Advertisement

จากท่าเรือที่เคยเงียบเหงา ปัจจุบัน ท่าเรือระนอง กำลังพิสูจน์ว่า “การเริ่มใหม่” ไม่เคยสายเกินไปสำหรับการเดินทางครั้งใหม่บนเส้นทางเศรษฐกิจไทย

‘ท่าเรือระนอง’ หนึ่งเดียวแห่งอันดามัน
ประวัติ “ท่าเรือระนอง” เบื้องต้น ท่าเรือระนองตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง บนชายฝั่งทะเลอันดามัน ถือเป็นท่าเรือสำคัญแห่งเดียวของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ฝั่งอันดามัน โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการขนส่งสินค้าทางทะเลและส่งเสริมการค้าชายแดนกับประเทศเมียนมา

การก่อสร้างท่าเรือระนองเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2536 และแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2539 ก่อนจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2540 ภายใต้การดูแลของกรมเจ้าท่า ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2546 คณะรัฐมนตรีมีมติให้โอนภารกิจการบริหารงานจากกรมเจ้าท่าไปยังการท่าเรือแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานเชิงพาณิชย์

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่าเรือระนองทำหน้าที่เป็นประตูการค้าระหว่างไทยกับเมียนมา โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคและการนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงเป็นฐานรองรับการขนส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคเอเชียใต้ แม้จะประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องยาวนาน แต่ท่าเรือระนองยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ

ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงย่างกุ้งและมีเส้นทางเชื่อมโยงสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC ทำให้ท่าเรือระนองถูกผลักดันให้มีบทบาทเพิ่มขึ้นในด้านการขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ การค้าชายแดน และเป็นต้นแบบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในฝั่งอันดามัน ปัจจุบันท่าเรือแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นท่าเรือประจำภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังถูกวางให้เป็น “Gateway” สู่การค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนกับเอเชียใต้อย่างเต็มรูปแบบ

พร้อมปั้นฮับการค้าใหม่อันดามัน
ฤกษ์งามยามดี ที่ท่าเรือระนอง การท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้จัดพิธีเปิดโครงการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) อย่างเป็นทางการ

เส้นทางใหม่ที่เชื่อมโยงจาก สปป.ลาว จีน-ไทย-เมียนมา และขยายไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC โดยได้เปิดการขนส่งเที่ยวปฐมฤกษ์ไปยังท่าเรือย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ถือเป็นการประชาสัมพันธ์และแสดงศักยภาพของเส้นทางการค้าสำคัญ ที่ผสานการขนส่งทั้งทางถนน ทางรถไฟ และทางเรือเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ พร้อมพาสื่อมวลชนร่วมเปิดงานและให้สัมภาษณ์พิเศษ

เกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่า การเปิดเส้นทางครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของท่าเรือระนองในฐานะ “จุดเชื่อมยุทธศาสตร์” ที่สามารถขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน ไม่เพียงแต่ในอาเซียน แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่ภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรมหาศาล และเป็นประตูสู่ BIMSTEC แถมลดเวลาขนส่งครึ่งหนึ่ง

การเปิดเส้นทาง Multimodal Transport ครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ไทยทรานสปอร์ต เซ็นเตอร์ จำกัด (TTC) บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท Ever Flow River Group Public Co.,Ltd. จากเมียนมา และบริษัท เอสพีที สมาร์ท ครีเอชั่น จำกัด ที่ร่วมกันผลักดันการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ แทนการขนส่งสินค้าเทกองแบบเดิม

“เส้นทางใหม่นี้ จะช่วยลดเวลาเดินทางได้อย่างมีนัยสำคัญ จากท่าเรือระนองไปยังท่าเรือย่างกุ้ง ใช้เวลาเพียง 3 วัน จากเดิมที่ใช้เวลา 14-21 วัน ขณะเดียวกันยังสามารถเชื่อมไปยังท่าเรือจิตตะกอง ประเทศบังกลาเทศ ใช้เวลาเพียง 4 วัน และ 6 วันไปถึงท่าเรือเจนไน อินเดีย หรือท่าเรือโคลัมโบ ศรีลังกา ถือเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดใหม่ๆ” เกรียงไกรระบุ

นายเกรียงไกรเล่าด้วยว่า กลุ่ม BIMSTEC ประกอบด้วย บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย มีจำนวนประชากรรวมกว่า 2,000 ล้านคน จัดเป็นตลาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง การที่ท่าเรือระนองสามารถเชื่อมเส้นทางดังกล่าวได้ จึงเปรียบเสมือนสะพานเศรษฐกิจที่ขยายขอบเขตของผู้ประกอบการไทยสู่เวทีการค้าโลก

แม้ในปัจจุบัน ท่าเรือระนองยังไม่มีสายเรือเข้ามาให้บริการประจำ แต่การรวมพลังของภาคเอกชนในครั้งนี้ จะทำให้เกิดการรวบรวมสินค้าทั้งจากจีนและไทย เพื่อส่งต่อไปยังเมียนมาและกลุ่ม BIMSTEC สร้างความต่อเนื่องในการค้าและดึงให้มีการใช้บริการท่าเรือระนองมากขึ้น ที่สำคัญ ท่าเรือระนองยังได้รับการวางตัวให้เป็นพื้นที่ “Sandbox” หรือพื้นที่ต้นแบบ สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ในอนาคต ทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ โดยสามารถทดลองระบบโลจิสติกส์หลายมิติ ตั้งแต่การบริหารจัดการตู้สินค้า การเชื่อมต่อโครงข่ายขนส่ง ไปจนถึงการให้บริการที่ครบวงจร

นอกจากนี้ เกรียงไกรระบุว่า ด้านศักยภาพและความพร้อมเบื้องต้นของท่าเรือระนอง ในปีงบประมาณ 2568 ท่าเรือระนองมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่า 6,300 ที.อี.ยู. และสินค้าผ่านท่า 186,000 ตัน มีเรือเข้าเทียบท่า 235 เที่ยว คาดว่าตลอดทั้งปีจะมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นเป็น 6,400 ที.อี.ยู. ขยายตัวถึง 140% จากปีก่อน ขณะที่สินค้าทั่วไปมีแนวโน้มลดลงจากการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่ในภาพรวมยังมีการส่งออกสินค้าบางประเภทเพิ่มขึ้น เช่น กระดาษม้วน ปูนซีเมนต์ สุขภัณฑ์ ปุ๋ย เม็ดพลาสติก และยางรถยนต์

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2546 ท่าเรือระนองอยู่ในภาวะขาดทุน แต่ปี 2567 เริ่มพลิกฟื้นมีกำไรประมาณ 3 แสนบาท และปี 2568 คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวและความมั่นคงในอนาคต

โครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือประกอบด้วยท่าเทียบเรือ 2 ท่า ได้แก่ ท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ยาว 134 เมตร รองรับเรือไม่เกิน 500 ตันกรอสและท่าเทียบเรือตู้สินค้ายาว 150 เมตร รองรับเรือได้สูงสุด 12,000 เดดเวทตัน พร้อมร่องน้ำกว้าง 120 เมตร ลึก 8 เมตร ยาว 28 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่จัดเก็บสินค้ารวมกว่า 36,000 ตารางเมตร รองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ 648 ที.อี.ยู.

แม้ขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าจะยังถูกจำกัดอยู่ที่ประมาณ 35,000 ที.อี.ยู. จากศักยภาพออกแบบ 78,000 ที.อี.ยู. แต่ กทท.มั่นใจว่าด้วยการทำตลาดเชิงรุกและมาตรการด้านราคา จะสามารถดึงดูดปริมาณสินค้าจนเต็มศักยภาพได้ภายใน 5 ปี

นายเกรียงไกรให้ข้อมูลต่อว่า เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้า กทท. ได้เตรียมงบประมาณปี 2569 กว่า 30 ล้านบาท เพื่อซ่อมบำรุงโมบายเครน รวมทั้งอาจเช่าเครนเพิ่มเติมให้บริการยกตู้สินค้า แก้ปัญหาต้นทุนสูงที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับเองจากการเช่าเครนภายนอกซึ่งมาตรการนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการใช้บริการท่าเรือได้มากขึ้น

“การเปิดเส้นทาง Multimodal Transport ที่ท่าเรือระนอง ไม่เพียงเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ของประเทศ แต่ยังเป็นการสร้าง ‘โอกาสใหม่’ ให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดขนาดใหญ่ของ BIMSTEC ด้วยระยะเวลาการขนส่งที่สั้นลง ต้นทุนต่ำลง และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น” เกรียงไกรระบุ

ปัจจุบัน “ท่าเรือระนอง” กำลังก้าวสู่การเป็น Gateway สำคัญของไทย ที่จะเชื่อมการค้าระหว่างอาเซียนกับเอเชียใต้ และกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ยกระดับบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างแท้จริง

เสียงเอกชนพร้อมหนุน‘ท่าเรือระนอง’
ที่ผ่านมาแม้ท่าเรือระนองจะถูกมองว่าเป็นท่าเรือขนาดเล็ก แต่สำหรับภาคเอกชนบางรายแล้ว นี่คือ “ประตูการค้า” ที่สามารถพลิกบทบาทของไทยในภูมิภาคได้

เริ่มที่ ณัฎฐา ธนกิจสถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยทรานสปอร์ต เซ็นเตอร์ จำกัด เล่าด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า การเปิดเส้นทางเดินเรือเชิงพาณิชย์ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการทดลอง แต่คือการวางรากฐานธุรกิจในอนาคต

“เราเริ่มจากการขนส่งไปเมียนมาและบังกลาเทศ เดือนละ 2 เที่ยว เพื่อดูศักยภาพและความต้องการจริงของตลาด ก่อนจะเพิ่มเป็นสัปดาห์ละ1 เที่ยว ตอนนี้บริษัทมีเรือของตัวเอง 3 ลำ และพันธมิตรอีก 2 ลำ รวม 5 ลำ ซึ่งเพียงพอที่จะทำตารางเดินเรือชัดเจน ผู้ประกอบการสามารถวางแผนรวบรวมสินค้าได้ทันที” ณัฎฐาระบุ

โดยเรือแต่ละลำสามารถบรรทุกสินค้าได้ราว 70-80 ตู้ หากเป็นสินค้าวัสดุก่อสร้างหรือเหล็ก มูลค่าการขนส่งจะอยู่ที่ 30-50 ล้านบาทต่อเที่ยว ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าการขนส่งของท่าเรือระนองในเชิงเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

นี่เป็นเพียงก้าวแรก ของแผนงานในกลางปี 2569 ที่ตั้งใจจะยกระดับการขนส่งเชื่อมโยงไปยัง 4 ท่าเรือหลักในภูมิภาค ได้แก่ ย่างกุ้ง จิตตะกองเจนไน และโคลัมโบ โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าการขนส่งนับพันล้านบาทต่อเดือน

เมื่อถูกถามถึงศักยภาพของท่าเรือระนอง ณัฎฐายืนยัน จุดแข็งของท่าเรือระนอง คือ “ความคล่องตัว” แม้ท่าเรือระนองอาจไม่ใหญ่ แต่เรือขนาด 5,000-7,000 ตันกลับสามารถเข้าเทียบท่าได้สะดวกกว่า ไม่ต้องใช้เวลานานในการรวบรวมสินค้า แค่ 2-3 วันเต็มลำ ก็สามารถส่งตรงไปเมียนมาหรือบังกลาเทศ ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 วันเท่านั้น

นอกจากนี้ ประเด็นที่หลายฝ่ายกังวล คือโครงการแลนด์บริดจ์อาจแย่งบทบาทของท่าเรือเล็กๆ อย่างระนอง ณัฎฐากลับมองต่างออกไป มองว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่คู่แข่ง แต่จะเป็นตัวเสริม การเดินเรือจากระนองยังตอบโจทย์สินค้าที่ต้องการความเร็วและการเชื่อมต่อโดยตรง การมีทั้งแลนด์บริดจ์และท่าเรือระนอง จะทำให้ระบบโลจิสติกส์ของไทยครบวงจรมากขึ้น ซึ่งตนยังเชื่อมั่นในศักยภาพของท่าเรือระนอง และพร้อมลงทุนเพื่อผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างอาเซียนกับเอเชียใต้ในอนาคตอันใกล้

ด้าน ณัฐภูมิ เปาวรัตน์ รองประธานอาวุโส กลุ่มงานพาณิชย์และประสานงานภาครัฐ บริษัท เอสซีจี เจดับบลิวดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า โครงการพัฒนาท่าเรือระนอง ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐและเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับให้ท่าเรือแห่งนี้เป็น “Western Gate” หลักของประเทศไทย สู่กลุ่มประเทศในแถบมหาสมุทรอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม BIMSTEC (บังกลาเทศ, อินเดีย, เมียนมา, ศรีลังกา, ไทย, ภูฏาน, เนปาล) รวมถึงจีนตอนใต้

การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าในภูมิภาค ว่าประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางและทางผ่านสำคัญสำหรับการนำเข้า-ส่งออกสินค้าได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่ความไม่แน่นอนทางการค้ามีสูงขึ้น

นายณัฐภูมิเล่าด้วยว่า จังหวัดระนอง มีศักยภาพที่ซ่อนอยู่มากมาย นอกเหนือจากการท่องเที่ยวและการเป็นเมืองท่าสำคัญ เช่น อุตสาหกรรม อาหารทะเลแปรรูป ซึ่งระนองถือเป็นแหล่งผลิตอันดับ 3 ของประเทศไทย การพัฒนาท่าเรือจะช่วยสร้างงาน และสร้างรายได้ ให้กับคนในพื้นที่ ทำให้เกิดการย้ายฐานธุรกิจกลับมาที่ระนองมากขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นๆ ตามมา เช่น สาธารณสุข และการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

โครงการนี้ยังเป็นเสมือน “Sandbox” หรือพื้นที่ทดลองสำคัญสำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ในอนาคต โดยเป็นจุดเริ่มต้นในการทดสอบระบบโลจิสติกส์แบบผสมผสาน (Multimodal Transport) ที่เชื่อมโยง ถนน-เรือ-ราง เข้าด้วยกัน รวมถึงการพัฒนาระบบดิจิทัล การบริหารจัดการศุลกากร และโมเดล “Green Port” ที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการโลจิสติกส์ของไทย

เพื่อก้าวจากท่าเรือเล็ก สู่ท่าเรือหลักของไทยในภูมิภาค!!