“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” กลับมาเป็นอีกหนึ่งกระทรวงที่เป็นกระแสร้อนแรงและถูกจับตามองมากอีกครั้ง ในยุค อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กลับมานั่งคุมบังเหียนเกษตรฯ อย่างเป็นทางการ พร้อมควบนั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ยกที่นั่งให้กับสมาชิกพรรคกล้าธรรม ทั้ง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บริหารงานกว่า 1 ปีเต็ม
ร.อ.ธรรมนัสประกาศชัดในวันมอบนโยบายต่อข้าราชการกระทรวงว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจฐานรากและชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร คือสิ่งที่ต้องเร่งเข้ามาแก้ไข พร้อมกล่าวว่า “ถ้าเศรษฐกิจแก้ไม่ได้ อย่าคิดว่าจะไปแก้เรื่องอื่นได้”
การกลับมาครั้งนี้ ถือเป็นเดิมพันทางการเมืองครั้งสำคัญ ที่จะพิสูจน์ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการบริหารรูปแบบ “ธรรมนัสโมเดล” จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางทั้งความคาดหวังและแรงกดดันที่รายล้อมจากประชาชน
⦁ลั่น 4 เดือนแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร
ด้วยปัญหาร้อยแปดพันประการ พร้อมกับภาระงานที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นด้วยตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี จึงทำให้การกลับมาของ ร.อ.ธรรมนัสในกระทรวงเกษตรฯครั้งนี้ ค่อนข้างมีหลายเรื่องที่จะต้องเร่งคิกออฟและจัดการอย่างเป็นรูปธรรม
ร.อ.ธรรมนัสให้ข้อมูลว่า ในช่วงการทำงานระยะเร่งด่วนภายใน 4 เดือน นโยบาย quick win ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะขับเคลื่อนในระยะสั้นนี้ คือการแก้ไขปัญหาที่สะสมมายาวนาน ตั้งแต่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ไปจนถึงแรงกดดันด้านการค้าระหว่างประเทศ
โดยเฉพาะเงื่อนไขภาษีและการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจกระทบต่อเกษตรกรไทยโดยตรง นอกจากนี้ ยังรวมถึงปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน และการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรเถื่อนที่กัดกร่อนเสถียรภาพราคาภายในประเทศ
ร.อ.ธรรมนัสระบุ เพื่อให้การทำงานเกิดผลจริง ประกาศปรับทีม “พญานาคราช” ใหม่ยกชุด โดยจะคัดเลือกใช้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการปราบปรามเข้ามารับผิดชอบโดยตรง พร้อมยืนยันชัดว่า นโยบายทุกอย่างจะยึดผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นศูนย์กลาง
ขณะที่แผนการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เริ่มจากปัญหาราคาข้าวหอมมะลิซึ่งกำลังเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว ก็เตรียมใช้มาตรการชะลอการขายข้าวเปลือกออกสู่ตลาดภายใน 3 เดือน เพื่อพยุงราคาข้าวนาปีไม่ให้ตกต่ำ
ส่วนยางพารา ประกาศเป้าหมายชัดเจน “ราคายางต้องแตะเลข 3 หลัก” โดยล่าสุดได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อบังคับใช้ผลิตภัณฑ์ยางของการยางแห่งประเทศไทยในหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด
ร.อ.ธรรมนัสระบุ การแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรทั้งหลาย จะต้องเห็นผลการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในยุคของตน โดยได้กลยุทธ์เด็ดตั้งทีมที่ปรึกษาใหม่ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นำโดย ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือ ชูวิทย์ กุ่ย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี สังกัดพรรคเพื่อไทย ซึ่งผู้ที่มีความรู้ด้านเกษตรและปศุสัตว์เข้ามาเป็นที่ปรึกษาเสริมทัพ และมอบหมายเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เพื่อเร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาราคาปาล์มอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯเตรียมเดินหน้านโยบายทางเลือกใหม่ที่ดีกว่าประกันรายได้หรือโครงการจำนำพืชผล โดยมุ่งใช้มาตรการ “ชะลอการขาย” เพื่อลดปริมาณสินค้าออกสู่ตลาด พร้อมประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพาณิชย์ จะมีการหารือกับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต่อไป
“ภายใน 4 เดือน ราคาสินค้าเกษตรโดยรวมต้องขยับขึ้น” ร.อ.ธรรมนัสกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
⦁สานต่อ 6 นโยบายเดิมเคลื่อน Ignite Thailand
ด้วยความที่ ร.อ.ธรรมนัสมีความผูกพันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มายาวนาน ตั้งแต่เริ่มเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี
จนมาถึงการเข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างเป็นทางการ ในปี 2566-2567 ในยุครัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน แม้จะหายไป 1 ปีเศษ แต่เจ้าตัวยังเป็นที่ปรึกษาให้กับ 2 อดีตรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรมสม่ำเสมอ
ดังนั้น หลักการทำงานสำคัญในกระทรวงเกษตรฯที่กลับมาในยุคตนอีกครั้ง ร.อ.ธรรมนัสเน้นย้ำว่า จะยึดมั่นพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมุ่งเน้นการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน พร้อมกำหนดเป้าหมายหลัก คือ การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ด้านการเกษตรและวิสัยทัศน์ Ignite Thailand เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agricultural and Food Hub)
การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องยกระดับการขับเคลื่อนใน 2 มิติสำคัญ คือ ด้านการผลิต และด้านการตลาด โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ การขับเคลื่อนด้านการผลิต(Supply-side) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญ (Engine) และเป็นหัวใจของภาคการผลิต โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
1.การยกระดับศักยภาพสินค้าเกษตรเพื่อการเพิ่มรายได้ โดยกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่ผลิตได้เกินกว่าความต้องการของตลาด (ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา โคเนื้อ ไก่เนื้อ และกุ้ง)และกลุ่มสินค้าที่ยังผลิตได้น้อยกว่าความต้องการ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มันสำปะหลัง กาแฟ ทุเรียน และถั่วเหลือง) ซึ่งสินค้าแต่ละชนิดจะได้รับการบริหารจัดการที่หลากหลายและแตกต่างกันตามมิติของผลิตภัณฑ์
2.การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและบุคลากรภาคการเกษตร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น (อาทิ พันธุ์ ดิน ปุ๋ย) รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ตลอดจนสนับสนุนการผลิตแบบมีเงื่อนไข เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรม
ร.อ.ธรรมนัสระบุอีกว่า สำหรับภารกิจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลังจากนี้ ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานโดยการสานต่อนโยบายเดิมที่เคยได้เดินหน้าไว้ต่อเนื่องและมุ่งเน้น รวม 6 ด้านสำคัญ ดังนี้
1.เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินและสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ มุ่งเน้นการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พร้อมเร่งรัดการยกระดับเอกสารสิทธิ์ให้เป็น โฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เช่น ระบบชลประทาน ถนน และไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนการใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการลงทุนและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
2.บริหารจัดการน้ำทั้งระบบเชิงรุก เน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีระบบและต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกันจัดทำ แผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เน้นการดำเนินงานเชิงรุก ทั้งการป้องกันน้ำท่วม การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และการเติมน้ำในเขื่อน เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูการผลิต พร้อมเน้นย้ำให้รายงานอุปสรรคด้านกฎหมายหรือข้อจำกัดในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและผลักดันให้เกิดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม
3.ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง มุ่งเน้นการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพตามมาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมส่งเสริมการสร้าง ตราสินค้า (Brand) และเรื่องราว (Story) ในระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อสร้างเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมเสริม (เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน) เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่หลากหลาย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ทางเดียว
4.เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง สนับสนุนการเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร ของเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกร พร้อมจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรและอุปกรณ์ที่จำเป็น และมอบหมายให้เกษตรจังหวัดทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และขึ้นทะเบียนเครื่องจักรกลเพื่อให้บริการในพื้นที่อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาสหกรณ์การเกษตร โดยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนและต่อยอดธุรกิจ รวมถึงกำหนดระบบการประเมินผลและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อสร้างความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นต่อสมาชิกและสังคม
5.จัดการทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Go Green) ส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Go Green) ตามแนวทาง BCG / Carbon Credit เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดการเผาซังข้าว/ตอซัง และลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเกินความจำเป็น พร้อมผลักดันการใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อผลิต พลังงานทดแทน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมตาม Agri-Map และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมถึงการจัดทำมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่นๆ ให้สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที และเร่งสร้างอาชีพทดแทนให้แก่เกษตรกรในช่วงเกิดภัยพิบัติ
6.ปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบการผลิตและเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ พร้อมตรวจสอบและติดตาม สต๊อกสินค้าเกษตร ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรในช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย
ร.อ.ธรรมนัสระบุ นอกเหนือจากภารกิจข้างต้น กระทรวงเกษตรฯได้กำหนด นโยบายเร่งด่วน “3 สร้าง” เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งในระยะแรก ได้แก่ 1.สร้างรายได้ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์/พืชตระกูลถั่ว และสร้างรายได้จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร 2.สร้างตลาด ขยายตลาดสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์กับการท่องเที่ยว และ 3.สร้างโอกาส ยกระดับทักษะ (Reskill และ Upskill) ของเกษตรกรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันโครงการปุ๋ยแห่งชาติ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต พร้อมส่งเสริมการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในภาคเกษตร เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร
“การจะเป็นมหาอำนาจที่แท้จริง คือเราต้องขยายอาณาจักรภาคการเกษตร ทำให้การผลิตเข้มแข็ง และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ละพื้นที่ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราโชคดีที่ได้รับพระราชดำรัสชี้แนะมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะเรื่อง ‘การตลาด’ หรือ ‘พาณิชย์’ หากเราทำให้ภาคเกษตรและภาคพาณิชย์เดินคู่กัน ตลาดต้องนำ นวัตกรรมต้องเสริม รายได้ของพี่น้องเกษตรกรก็จะเพิ่มขึ้น” ร.อ.ธรรมนัสระบุ
⦁รับศึกน้ำท่วม-หมูนำเข้า
โจทย์ท้าทายที่รอ ร.อ.ธรรมนัสอยู่ อย่างแรกคือ ปัญหาน้ำท่วม ขณะนี้ในหลายพื้นที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมสะสมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะทางภาคเหนือ ที่มีผลพวงมาจากอิทธิพลของพายุบัวลอย
ร.อ.ธรรมนัสระบุ ที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำยมและเจ้าพระยา ทั้งที่เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนพระราม 6 ขณะนี้หลายพื้นที่ มีน้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน รวมไปถึงน้ำเหนือ ที่กำลังไหลเข้าสู่ทุ่งรับน้ำลุ่มเจ้าพระยา ส่วนนี้ตนได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นพร้อมจะติดตามสถานการณ์ และลงพื้นที่ต่อเนื่อง
ขณะที่การแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมที่ประสบปัญหาพนังกั้นน้ำแตกส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ส่วนนี้จะต้องเร่งแก้ไขและบริหารจัดการที่ต้นทางของน้ำ ตั้งแต่จังหวัดพะเยา แพร่ สุโขทัย และพิจิตร ก่อนจะไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยา โดยผ่านการบริหารงานของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
ส่วนปัญหาเรื้อรังที่พบว่าหมู่บ้านที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปีนั้น เรื่องนี้อาจจะต้องมีการพิจารณาก่อสร้างถนนและคันกั้นน้ำริมแม่น้ำให้อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยามากขึ้น ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก เพื่อป้องกันอุทกภัยอย่างยั่งยืนในระยะยาว และยังใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อีกด้วย
นอกจากนี้ เรื่องการผลักดัน โครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำคลองบางบาล-บางไทรที่เกิดความล่าช้า ยอมรับว่า ที่ผ่านมาผู้รับเหมาก่อสร้างชิ้นงานยกเลิกสัญญา ซึ่งเรื่องนี้จะต้องเร่งแก้ไข หาผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินงานก่อสร้างโครงการให้คืบหน้าเร็วขึ้นตามกรอบแผน
อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ต้องการความชัดเจนคือ การนำเข้า “เนื้อหมูสหรัฐ” ซึ่งก่อนหน้านี้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเรียกร้อง ตัดเงื่อนไขนำเข้าหมูสหรัฐ แลกเจรจาภาษีทรัมป์
สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ระบุว่า สมาคมได้เข้าพบกับ ร.อ.ธรรมนัส เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เพื่อติดตามความชัดเจนในการเจรจาเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยไปสหรัฐที่ 19% โดยขอให้ยืนยันว่าไม่มีการตกลงเปิดตลาดสินค้าเนื้อสุกรจากสหรัฐในช่วงของการเจรจาดังกล่าว และไม่มีการรับปากใดๆ ที่จะพิจารณาในครั้งต่อๆ ไป กับการเปิดตลาดสินค้าสุกรจากสหรัฐ จึงต้องการขอคำยืนยัน เนื่องจากสุกรเป็นสินค้าอ่อนไหว ที่การผลิตในประเทศไทยมีต้นทุนสูงกว่าการผลิตทั่วโลก ทั้งยังสร้างความกังวลใจให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั้งประเทศ
ต่อเรื่องนี้โดย ร.อ.ธรรมนัสย้ำจุดยืนเดิมว่า จุดยืนของกระทรวงเกษตรฯยังคงเหมือนเดิม จะยึดผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นหลัก และจะไม่ยอมให้มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหมูในประเทศอย่างแน่นอน
จากนี้ ต้องพิสูจน์กันว่า “ธรรมนัสโมเดล 4 เดือน” จะกู้ศรัทธาและพลิกฟื้นเกษตรไทยได้เพียงใด

