หน้าแรก เศรษฐกิจ ชัตดาวน์สหรัฐ...

ชัตดาวน์สหรัฐ ถ้าเกินหนึ่งไตรมาส กระทบจีดีพี เศรษฐกิจโลก ทองคำอาจแตะ 4,000 ดอลลาร์

5.10.25 | 17:48 น.

US Government Shutdown เกินหนึ่งไตรมาส กระทบจีดีพีสหรัฐกว่า 1% ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก การค้าโลกและเศรษฐกิจไทย วิกฤติหนี้สาธารณะสหรัฐฯ กดดันเงินดอลลาร์และตลาดการเงินโลก ราคาทองคำอาจทดสอบ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้กลางปีหน้า

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การที่สหรัฐอเมริกามีหนี้สาธารณะมหาศาลและยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทำงบประมาณขาดดุล ความจำเป็นในการขยับเพดานหนี้สาธารณะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้หนี้สาธารณะของรัฐบาลกลางสหรัฐฯอยู่ที่ 37 ล้านล้านดอลลาร์ แม้สหรัฐฯจะลดขนาดขององค์กรรัฐ ตัดลดงบประมาณหลายด้านและเพิ่มรายได้จากการเก็บภาษีศุลกากร แต่รายจ่ายก้อนใหญ่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคมโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข โครงการ ObamaCare มีความขัดแย้งในการจัดสรรงบระหว่างพรรคแดโมแครตและพรรครีพับรีกัน และ ไม่สามารถมีข้อสรุปในจัดสรรงบประมาณร่วมกันได้ ทำให้ต้องมีการปิดที่ทำการหน่วยงานของรัฐบาลชั่วคราว

สถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 1976 เกิดการปิดทำการหน่วยงานรัฐ หรือ Government shutdown มาแล้ว 11 ครั้ง โดยครั้งยาวที่สุดคือ 35 วัน (ปลาย ค.ศ. 2018–ต้น ค.ศ. 2019) ซึ่งทำให้ Real GDP หดตัวชั่วคราวประมาณ 0.3 เปอร์เซ็นต์ และเศรษฐกิจสูญเสียราว 11 พันล้านดอลลาร์ โดย 3 พันล้านดอลลาร์สูญหายถาวร (CBO 2019) ด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจมีการประเมินโดยนักวิเคราะห์ในตลาดการเงินว่า ทุกสัปดาห์ของ shutdown ลด GDP 0.1 เปอร์เซ็นต์ (7 พันล้านดอลลาร์) และหากยืดเยื้อทั้งไตรมาสอาจกด GDP ลงได้มากกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ ผลกระทบหลักคือการเลื่อนการเบิกจ่าย เกิดความล่าช้าและชะงักงันในการขอใบอนุญาตของรัฐ ข้าราชการหลายแสนคนถูกพักงานและสูญเสียรายได้ชั่วคราว รวมทั้งข้อมูลเศรษฐกิจเพื่อการวางแผนนโยบายและตัดสินใจลงทุนเผยแพร่ล่าช้า

หากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก โดยสหรัฐฯนั้นมีมูลค่าหนี้ต่างประเทศใหญ่ที่สุดในโลกและหนี้เหล่านี้ถือครองโดยนักลงทุนทั่วโลก หากเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐฯอย่างหนักเมื่อไหร่โอกาสเกิดวิฤกตการณ์ตลาดการเงินโลก และ วิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกแบบทศวรรษ 1930 มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่ภาวะดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเร็วๆนี้ แต่มันจะค่อยๆ สะสมปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ และปะทุขึ้นในที่สุด

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า จากการประเมินเบื้องต้นของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล DEIIT คาดว่า การเกิด US Government Shutdown ครั้งนี้มีโอกาสยืดเยื้อสูง ประกอบกับ ระบบเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดดันทางการค้าอยู่แล้ว หากมีการปิดทำการของหน่วยงานของรัฐเกิน 1 ไตรมาสจะทำให้ จีดีพีสหรัฐฯ ลดลงไม่ต่ำกว่า 1% โดยการลดลงของจีดีพีสหรัฐฯในระดับดังกล่าว จะส่งแรงกดดันต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและมูลค่าการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยยสำคัญ และ แน่นอนย่อมซ้ำเติมต่อภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยวของไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ขณะเดียวกัน ได้เพิ่มความเสี่ยงและความผันผวนต่อตลาดการเงินทั่วโลก กรณียืดเยื้อจะเพิ่ม ความผันผวน ความเสี่ยงที่สหรัฐอเมริกาอาจถูกปรับลดเครดิตความน่าเชื่อลงได้อีกในอนาคต และทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในการถือครองดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯลดลงอีก ภาวะดังกล่าวจะทำให้การใช้มาตรการผ่อนคลายการเงินและการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับการชะลอตัวของเศรษฐกิจมีข้อจำกัดมากขึ้น

Advertisement

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว กล่าวต่อว่า ดร.ภัทรพงษ์ มาลาวัลย์ นักวิจัย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การเกิด government shutdown ไม่ได้สะท้อนว่าสหรัฐ “ล้มละลาย” แต่เป็นผลจาก ความขัดแย้งทางการเมืองในคองเกรส ที่ไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณหรือมาตรการขยายเวลา (Continuing Resolution) ได้ทันก่อนสิ้นปีงบประมาณ 30 ก.ย. 2025 ทำให้หน่วยงานรัฐ ที่ไม่ได้มีภารกิจสำคัญหรือภารกิจหลักต้องหยุดชั่วคราว ขณะที่บริการหลัก เช่น กลาโหม ความมั่นคง และการแพทย์ฉุกเฉินยังคงดำเนินต่อ และ มองว่า ปัญหาหนี้สาธารณะจะยังคงเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯและตลาดการเงินโลกต่อไป

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ผลกระทบของ U.S. government shutdown ต่อตลาดการเงิน ยิ่งทำให้มีการโยกเงินมาลงทุนในตลาดทองคำเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาทองปรับขึ้นได้อีกในระยะต่อไปแต่อาจจะมีการปรับฐานเป็นระยะจากการทำกำไรระยะสั้นของนักลงทุน หรือ มีการปรับฐานหากธนาคารกลางสหรัฐฯชะลอการลดดอกเบี้ย การปรับฐานของราคาจะเกิดก่อนที่ราคาทองคำจะทดสอบจุดสูงสุดใหม่ ในช่วงไตรมาสสี่ ปี 2025–กลางปี 2026 Goldman Sachs และ J.P. Morgan คาดว่าราคาทองคำยังมีทิศทางขาขึ้นต่อ มีโอกาสแตะระดับ 3,900–4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้อาจมีการพักฐานระหว่างทาง ราคาทองคำโลก (XAU/USD) ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 3,860–3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้แรงหนุนจากความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของเฟด ดอลลาร์ที่อ่อนค่า และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ–การเมือง เช่น ความเสี่ยง Government Shutdown ของสหรัฐ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกและกองทุน ETF ยังซื้อทองคำต่อเนื่อง ส่งแรงหนุนเชิงโครงสร้างต่อราคา

ขณะที่ ราคาทองในประเทศปรับขึ้นตามตลาดโลก โดยยังมีแรงซื้อจากผู้บริโภคและนักลงทุน แม้ราคาสูงขึ้นแล้ว แต่มีความกังวลจากแผนภาครัฐที่จะเก็บภาษีการซื้อขายทองคำเพื่อชะลอเงินบาทแข็งค่า ซึ่งภาคเอกชนคัดค้าน เนื่องจากอาจกระทบสถานะไทยในฐานะศูนย์กลางทองคำภูมิภาค การเก็บภาษีซื้อขายทองคำก็ไม่สามารถชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้ การเพิ่มปริมาณเงินบาทในระบบจะช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้ระดับหนึ่ง