หน้าแรก เศรษฐกิจ ศุภวุฒิ ห่วงไ...

ศุภวุฒิ ห่วงไทยติดกับดักหนี้ แนะ ทางรอดที่3 เปิดลงทุนสินทรัพย์รัฐ รางรถไฟ-ที่ดินธนารักษ์

6.10.25 | 06:07 น.

ศุภวุฒิ ห่วงไทยติดกับดักหนี้ แนะ ทางรอดที่3 เปิดลงทุนสินทรัพย์รัฐ รางรถไฟ-ที่ดินธนารักษ์
-เอ็ตด้า ชงรบ.บุกเอไอ

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงแนวคิดการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งของประเทศ หรือ Sovereign Wealth Funds ว่า การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งของประเทศจะทำได้จริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่หากประเมินจากระยะเวลาของรัฐบาลนี้มีประมาณ 4 เดือน คงยังไม่สามารถทำได้ เพราะต้องออกกฎหมายใหม่ เกี่ยวข้องกับทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่ม ซึ่งเรื่องนี้เคยมีการพูดคุยและมีการศึกษากันมาแล้วเกือบ 10 ปี แต่ยังศึกษาไม่เสร็จ ทำให้หากจะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลควรแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินการอย่างเป็นกลาง คณะกรรมการมีเพียง 7 คนมีความเชี่ยวชาญก็พอแล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องยากเลย นำเสนอแนวทางนี้ เพราะกังวลว่าปัจจุบันไทยกำลังติดกับดักและอาจไปต่อไม่รอด จากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) มีน้อย เพราะหนี้สาธารณะสูงและขาดดุลงบประมาณมากขึ้น ทางออกมีเพียง 2 ทางคือ 1.การขึ้นภาษี 2.ลดรายจ่ายลง แต่ความจริงมีทางที่ 3 คือ รัฐบาลกลับไปพิจารณาตัวเองว่า มีทรัพย์สมบัติอะไรบ้าง จากนั้นนำมาบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น กระทรวงการคลังระบุว่าตัวเองมีสินทรัพย์อยู่ 23 ล้านล้านบาท ส่วนนี้สามารถทำให้ดีขึ้นได้

นายศุภวุฒิกล่าวว่า สำหรับกรณีค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง แนวทางการบริหารจัดการนั้น สาเหตุหลักคือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้เราต้องส่งสินค้าไปขายต่างประเทศในจำนวนมากกว่าการนำเข้าสินค้า สะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอและไม่เพียงพอ จึงต้องกระตุ้นความต้องการ (ดีมานด์) ภายใน ควรใช้วิธีกระตุ้นผ่านการหาทางให้เอกชนเห็นลู่ทางลงทุนเพิ่มเติม เสนอให้รัฐบาลควรนำสินทรัพย์ที่ตัวเองมี ออกมาเป็นตัวเลือกให้เอกชนเข้ามาลงทุนจะดีที่สุด เพราะรัฐบาลมีสินทรัพย์ประมาณ 23 ล้านล้านบาท แต่ผลตอบแทนกลับมามีต่ำมาก ยกตัวอย่างรถไฟของไทย รางรถไฟมีเพียงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เท่านั้นจะสามารถใช้รางรถไฟได้ แต่ขณะนี้มีความพยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนสามารถจ่ายค่าใช้บริการระบบราง เพื่อเดินรถได้โดยตรง ควรเร่งรัดให้ออกมา เพราะจะเพิ่มการขนส่งโลจิสติกส์ สนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ อีกส่วนเป็นที่ดินกรมธนารักษ์ สามารถเปิดให้ใช้ประโยชน์ได้ ทั้งบนดินและใต้ดิน หากขุดเจาะลงไปเจอน้ำบาดาลหรือน้ำแร่ดีๆ นำไปวิจัยแล้วใช้พัฒนาเป็นสินค้าใหม่ได้อีกมากมาย

นายศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เปิดเผยว่า แม้รัฐบาลภายใต้การบริหารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน แต่มองว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญวางรากฐานและกำหนดทิศทางชัดเจนสำหรับการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ของประเทศ แม้ 4 เดือนไม่ใช่เวลาเพียงพอสำหรับการสร้างหรือพัฒนาระบบ AI ให้เสร็จสมบูรณ์ แต่เป็นเวลาเหมาะสมที่สุดจะทำโรดแมปและบลูพรินต์สำหรับ AI ของประเทศไทย ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้แผนออกมานั้นสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้อย่างแท้จริง แผนดังกล่าวจะต้องจัดลำดับความสำคัญของแต่ละโครงการอย่างชัดเจน รัฐบาลชุดต่อไปจะสามารถสานต่อได้ทันที หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการตัดสินใจว่าไทยจะใช้เทคโนโลยี AI จากต่างประเทศ เช่น OpenAI หรือจะพัฒนา Open Source AI ของประเทศเอง เพื่อรักษาอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) เพราะขณะที่บางประเทศอย่างอินเดียสามารถต่อรองราคาค่าใช้บริการ AI จากต่างประเทศได้ ดังนั้น ไทยก็ควรมีแนวทางชัดเจนว่าจะเดินในทิศทางใด