เอ็ตด้าชี้ 4 เดือน รัฐเหมาะวางรากฐาน AI ย้ำแผนสำรองคือสิ่งสำคัญ
นายศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เปิดเผยว่า แม้รัฐบาลภายใต้การบริหารของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะมีเวลาในการทำงานเพียง 4 เดือน แต่มองว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการวางรากฐานและกำหนดทิศทางที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ของประเทศ ทั้งนี้แม้ 4 เดือนไม่ใช่เวลาที่เพียงพอสำหรับการสร้างหรือพัฒนาระบบ AI ให้เสร็จสมบูรณ์ แต่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะใช้ในการจัดทำ Roadmap และ Blueprint สำหรับ AI ของประเทศไทย ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้แผนที่ออกมานั้นสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้อย่างแท้จริง โดยแผนดังกล่าวจะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของแต่ละโครงการอย่างชัดเจน และ รัฐบาลชุดต่อไปจะสามารถสานต่อได้ทันที
นายศักดิ์ กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การตัดสินใจว่าไทยจะใช้เทคโนโลยี AI จากต่างประเทศ เช่น OpenAI หรือจะพัฒนา Open Source AI ของประเทศเอง เพื่อรักษา “อธิปไตยทางข้อมูล” (Data Sovereignty) เพราะในขณะที่บางประเทศอย่างอินเดียสามารถต่อรองราคาค่าใช้บริการ AI จากต่างประเทศได้ ดังนั้น ไทยก็ควรมีแนวทางที่ชัดเจนว่าจะเดินในทิศทางใด
นายศักดิ์ กล่าวว่า แม้ความเสถียรของระบบ AI ภาครัฐอาจมีข้อจำกัดและเกิดระบบล่มได้เป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งสำคัญคือ การมีแผนสำรอง (Backup Plan) และการบริหารความเสี่ยงให้ระบบน่าเชื่อถือ โดย AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ลดค่าใช้จ่ายงบประมาณได้มากถึง 10% และสามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้ในโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ
นายศักดิ์ กล่าวว่า ด้านการศึกษา AI จะช่วยให้เด็กทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ได้เท่าเทียม สามารถสนทนากับระบบ AI เพื่อทำความเข้าใจบทเรียนอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงท่องจำคำตอบ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนในประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“โดยช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา AI เริ่มเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริงในหลายภาคส่วน ทั้งการศึกษา เศรษฐกิจ และบริการสาธารณะ ดังนั้นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการที่สุดตอนนี้ไม่ใช่กฎหมายควบคุม แต่คือ ความชัดเจนของทิศทาง”นายศักดิ์กล่าว
นายศักดิ์ กล่าวด้วยว่า AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม หากรัฐและสังคมไทยร่วมกันออกแบบระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม และสร้างความเข้าใจการใช้งานที่ถูกต้องให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม
ผู้สื่อข่าวรายว่า วันที่ 22 ตุลาคมนี้ มติชนกำหนดจัดสัมมนาส่งท้ายของปี หัวข้อ “Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียม” ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กทม. ภายในงานได้ระดมกูรูด้านความเหลื่อมล้ำ-เท่าเทียม มาให้ความรู้ ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและเอไอ และผู้ที่คลุกคลีกับงานด้านสังคมและปัญญาประดิษฐ์มานั่งเสวนาร่วมกัน โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งด้านความเหลื่อมล้ำและความเท่าเทียม ขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษ ตามด้วย กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการสัมภาษณ์พิเศษบนเวที ต่อด้วย เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน AI มาบรรยายพิเศษ นอกจากนี้ยังมีวงเสวนา AI ตัวช่วย-ตัวฉุด เหลื่อมล้ำ จาก 4 วิทยากร ประกอบด้วย ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ ผศ.ดร.ราชศักดิ์ สมยานนทนากุล กรรมการและเลขานุการ สมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย


