น.พ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และ กรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากกรณีที่ผู้บริโภคที่ใช้สมาร์ทโฟน หัวเว่ย รุ่น Mate9 จะรวมตัวกันยื่นเรื่องฟ้องสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) เนื่องจากสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวมีคุณลักษณะหรือสเป็กของเครื่องไม่ตรงกับที่ผู้จำหน่ายได้ประชาสัมพันธ์ไว้ ซึ่งกสทช.จะต้องกลับไปดูเอกสารว่ามีการขอนำเข้าอุปกรณ์ที่ระบุมาในใบอนุญาตนำเข้าว่าตรงกับที่ขออนุญาตหรือไม่ หากไม่ตรงตามเอกสาร อุปกรณ์โทรคมนาคมเหล่านั้นจะถือเป็นเครื่องเถื่อน
“การขอนำเข้าอุปกรณ์โทรคมนาคมจะต้องได้รับใบอนุญาตนำเข้า จาก กสทช. ซึ่งสำนักงานกสทช.จะต้องมีการรับรองมีการแสดงเครื่องหมาย เป็นการกำหนดหมายเลขทะเบียนวิทยุคมนาคมให้กับเครื่องวิทยุคมนาคม ที่ได้รับอนุญาตทำ หรือนำเข้ามาในประเทศ และผ่านการตรวจสอบลักษณะทางวิชาการจากสำนักงาน กสทช. แล้ว โดยการตรวจสอบจะต้องระบุข้อมูลบนเครื่องหมาย คือหมายเลขทะเบียนวิทยุคมนาคม ซึ่งไม่ใช่หมายเลขของการทดสอบรับรองตัวอย่าง ทั้งนี้ผู้ได้รับใบอนุญาตทำ หรือนำเข้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมที่ผ่านการทดสอบรับรองตัวอย่างแล้ว จะต้องส่งเครื่องวิทยุคมนาคมที่ได้รับอนุญาตทำ หรือนำเข้า ให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการตรวจสอบลักษณะทางวิชาการ และกำหนดหมายเลขทะเบียนวิทยุคมนาคม”น.พ.ประวิทย์กล่าว
นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการสายงานกิจการโทรคมนาคม กสทช. กล่าวว่า การที่มีผู้ร้องเรียนเรื่องหน่วยความจำของโทรศัพท์มือถือหัวเว่ยรุ่น Mate 9 และ P10 ว่า สเป็กไม่ตรงกับที่วางจำหน่ายนั้น อำนาจของ กสทช. มีหน้าที่ตรวจสอบเฉพาะคลื่นความถี่ที่ตัวเครื่องส่งสัญญาณ ซึ่งจะมีการเช็คกับแลปในต่างประเทศว่าการส่งสัญญาณของเครื่องตรงตามที่ระบุว่าในใบขออนุญาตหรือไม่ โดยการตรวจสอบก็เพื่อไม่ให้คลื่นความถี่รบกวนกัน ซึ่งกรณีนี้ผู้บริโภคไปยื่นหนังสือร้องเรียนกับ สคบ.ก็ถือเป็นสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งแนวทางของสคบ.ก็จะเชิญตัวแทนของสำนักงาน กสทช. ไปให้ข้อมูล
“ปัจจุบันสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่มีแบตเตอรี่ฝังมากับตัวเครื่องไม่ได้แยกชิ้นเหมือนแต่ก่อน ซึ่ง กสทช.จึงอยากจะส่งหนังสือไปยังสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อได้รับสิทธิในการตรวจสอบเครื่องทั้งหมด ไม่ต้องแยกชิ้นส่วนตรวจสอบเหมือนที่ผ่านมา”นายก่อกิจกล่าว

