หน้าแรก เศรษฐกิจ REC: กุญแจสำค...

REC: กุญแจสำคัญสู่ตลาดไฟฟ้าสีเขียว และความสามารถการแข่งขันของไทย

7.10.25 | 12:04 น.

REC: กุญแจสำคัญสู่ตลาดไฟฟ้าสีเขียว และความสามารถการแข่งขันของไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกธุรกิจและสังคมได้ตื่นตัวอย่างมากต่อเป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) หลายองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เจตนารมณ์เดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าวให้เร็วกว่ากรอบเวลาของประเทศตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และอาหาร ที่ต้องตอบสนองต่อมาตรการสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็น Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป หรือเงื่อนไขของกลุ่ม RE100 ที่กำหนดให้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100%
ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ คำถามสำคัญคือ องค์กรจะยืนยันได้อย่างไรว่าไฟฟ้าที่ใช้มาจากพลังงานสะอาดจริง? คำตอบอยู่ที่ Renewable Energy Certificate (REC) ซึ่งทำหน้าที่เป็นกุญแจสำคัญในการเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าหมุนเวียนได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ในระดับสากล

REC คืออะไร?

REC (Renewable Energy Certificate) คือใบรับรองที่ยืนยันว่าไฟฟ้า 1 REC หรือเท่ากับ 1 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) ถูกผลิตจากพลังงานหมุนเวียนที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล หรือพลังน้ำขนาดเล็ก กล่าวง่ายๆ คือ REC ทำหน้าที่ “แยก” พลังงานไฟฟ้าทางกายภาพ (Physical Energy) ออกจาก คุณลักษณะสีเขียว (Green Energy Attribute) ของพลังงานนั้น เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถซื้อสิทธิการอ้างว่าใช้พลังงานหมุนเวียนได้ เหตุผลความจำเป็นเนื่องมาจากไฟฟ้าที่ผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับผ่านโครงข่ายไฟฟ้านั้น จะมีลักษณะทางกายภาพเหมือนกันไม่ว่าจะผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนหรือเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ตาม ทำให้ภาคเอกชนหรือองค์กรที่ต้องรายงานการปล่อยคาร์บอนตามมาตรฐาน GHG Protocol โดยเฉพาะ Scope 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้า จำเป็นต้องให้ REC เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่ปราศจากการปลดปล่อยคาร์บอนนั่นเอง

มาตรฐานการรับรอง REC

Advertisement

เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ REC ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการรับรองคุณลักษณะทางพลังงาน (Energy Attribute Certificate: EAC) ที่จะทำให้การซื้อขาย REC โปร่งใส ป้องกันการนับซ้ำ และได้รับการยอมรับในระดับสากล มีมาตรฐานหลายระบบที่ใช้กันทั่วโลก ดังนี้

1) มาตรฐาน European Energy Certificate System-Guarantee of Origin (EECS-GO) ที่ใช้ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ภายใต้การกำกับของ The Association of Issuing Bodies (AIB)

2) มาตรฐาน International REC Standard (I-REC) ที่กำหนดขึ้นโดย International REC Standard Foundation จากประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายกว่า 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

3) มาตรฐาน TIGRs (Tradable Instruments for Global Renewables) เป็นมาตรฐานที่จัดทำโดยบริษัท APX จำกัด โดย TIGRs ถูกใช้อย่างกว้างขวางในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และบางส่วนของตะวันออกกลาง

4) มาตรฐานระดับประเทศหรือระดับภูมิภาคอื่นๆ นอกจากมาตรฐานข้างต้นแล้ว ยังมีมาตรฐานอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับและใช้ในประเทศหรือภูมิภาค เช่น มาตรฐาน Green-e ในสหรัฐอเมริกา มาตรฐาน China GEC ของจีน มาตรฐาน LGCs/STCs ของออสเตรเลีย เป็นต้น

ความแตกต่างระหว่าง REC และคาร์บอนเครดิต

ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) และคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เป็นสองเครื่องมือทางสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก แม้ทั้งสองจะมีเป้าหมายร่วมกันในการสนับสนุนการลดคาร์บอน แต่ก็มีความแตกต่างกันในเชิงกลไกและการใช้งานอย่างชัดเจน โดย REC ทำหน้าที่รับรองว่าไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) ได้ถูกผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ซึ่งองค์กรสามารถใช้ REC เพื่อแสดงความโปร่งใสในการใช้ไฟฟ้าสะอาด ขณะที่คาร์บอนเครดิตนั้นเป็นหน่วยวัดที่สะท้อนถึง “การลดหรือชดเชยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์” ในปริมาณ 1 ตันเทียบเท่าตันคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2e) ซึ่งเกิดจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การปลูกป่า ดักจับก๊าซมีเทน หรือโครงการพลังงานสะอาดที่ผ่านการรับรอง และสามารถนำไปใช้หักลบกับการปล่อยคาร์บอนสุทธิเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero หรือ Carbon Neutral ได้

ความสัมพันธ์ของเครื่องมือทั้งสองจึงอยู่ที่การเสริมกันในเชิงกลยุทธ์ กล่าวคือ REC เน้น “การพิสูจน์ว่าพลังงานที่ใช้สะอาด” ขณะที่ Carbon Credit เน้น “การชดเชยคาร์บอนที่ปล่อยออกมา” การใช้ทั้งสองเครื่องมือร่วมกันจะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งพลังงานและการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่ธุรกิจทั้งหมด

ความสำคัญของ REC ต่อกับผู้ประกอบการไทย

สำหรับประเทศไทยซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตและส่งออกวัตถุดิบ รวมถึงชิ้นส่วน
สำคัญภายใต้ ห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าระดับโลก ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าโลกที่เข้มข้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป หรือข้อกำหนดจากคู่ค้าและนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้บังคับให้
ผู้ประกอบการต้องกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขันและเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ภายใต้บริบทนี้ REC จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นกลไกที่ช่วยยืนยันว่าองค์กรใช้พลังงานสะอาดจริง โปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่สอดคล้องกับแนวทาง ESG ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยหลักของการทำธุรกิจในยุคใหม่

อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้ REC มีบทบาทอย่างกว้างขวาง ไม่อาจเกิดขึ้นจากภาคเอกชนฝ่ายเดียว ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐานและกลไกกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดมาตรฐาน REC ที่สอดคล้องกับระบบสากล การจัดตั้งตลาดซื้อขายภายในประเทศที่โปร่งใสและเข้าถึงได้ง่าย ตลอดจนการออกมาตรการสนับสนุนเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาด โดยเฉพาะ SME สามารถเข้าถึง REC ได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยต้นทุนหรือข้อกฎหมาย หากภาครัฐสามารถทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบสนามแข่งขัน” ที่ยุติธรรมและเปิดกว้าง จะช่วยเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ REC เป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง

ดังนั้น REC ไม่ใช่เพียงเอกสารรับรองการใช้ไฟฟ้าสะอาด แต่เป็น สะพานเชื่อมระหว่างพลังงานหมุนเวียนกับเศรษฐกิจสีเขียวระดับโลก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบ REC ที่โปร่งใส เชื่อถือได้ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อสนับสนุนทั้งการรักษาความสามารถทางการค้า การดึงดูดการลงทุน การกระตุ้นตลาดพลังงานสะอาดในประเทศ

และที่สำคัญคือการขับเคลื่อนเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอนในระยะยาวให้เกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืน