หน้าแรก เศรษฐกิจ รพ.เอกชนกว่า ...

รพ.เอกชนกว่า 300 แห่ง จ่อ MOU ค้าภายใน เปิดเผยราคายา-ให้โอกาสเลือกซื้อนอกรพ.ได้

7.10.25 | 15:22 น.

ค้าภายใน ดึง รพ.เอกชนกว่า 300 แห่ง คิกออฟ 28 ต.ค. เปิดทางเลือกให้ประชาชนเห็นราคายา-เลือกซื้อนอกโรงพยาบาลได้

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่กระทรวงพาณิชย์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาลและนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบนโยบาย Quick big win ในการลดค่าครองชีพประชาชน กรมการค้าภายในจึงดำเนินการร่วมกับสมาคมโรงพยาบาลเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระประชาชนในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน

โดยวันนี้มีการประชุมร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อขอความร่วมมือจากเครือโรงพยาบาลต่างๆ เดิมมีโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการ 5 เครือ แต่ปัจจุบันมีความสนใจเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 9 เครือ จากทั้งหมด 11 เครือ และ 1 โรงพยาบาล ทำให้มีจำนวนโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการเพิ่มเป็นกว่า 300 แห่ง

ประกอบด้วย โรงพยาบาลในเครือ BDMS (ดุสิตเวชการ อาทิ รพ.กรุงเทพ รพ.พญาไท เป็นต้น) เครือโรงพยาบาลธนบุรี เครือ BCH (กลุ่มโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ และโรงพยาบาลการุญเวช) เครือบางปะกอก-ปิยะเวช เครือรามคำแหง-วิภาราม เครือ PCL (พริ๊นซิเพิล) เครือจุฬารัตน์ เครือนวมินทร์ และเครือสินแพทย์ และโรงพยาบาลหัวเฉียว เข้าร่วมประชุม

Advertisement

เพื่อเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านในการปฏิบัติร่วมกันตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ยกระดับความร่วมมือในการ เปิดเผยค่ายาในโรงพยาบาลเอกชน รวมถึง เพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วยสามารถเลือกซื้อยาภายนอกโรงพยาบาลได้

นายวิทยากรกล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นยกระดับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค ในการขอทราบราคายา และมีสิทธิเลือกซื้อยาจากภายนอกโรงพยาบาลได้ โดย Quick Win MOU มุ่งให้โรงพยาบาลเปิดเผยราคายาก่อนการชำระเงิน และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถไปซื้อยาจากภายนอกโรงพยาบาลได้ ขั้นตอนต่อไปกรมฯจะเตรียมความพร้อมกับร้านขายยาทั่วประเทศกว่า 19,000 กว่าแห่ง และกำหนดประชุมวันที่ 10 ตุลาคมนี้

“หลังหารือและทำความเข้าใจครบทุกด้านแล้ว จะเริ่มทำการลงนามความร่วมมือและคิกออฟโครงการ ‘สุขกาย สบายกระเป๋า’ ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมกับทุกโรงพยาบาลและร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการ จะมีป้ายประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อใช้บริการได้อย่าวทั่วถึงต่อไป

นายวิทยากรกล่าวอีกว่า ในการแสดงรายละเอียดของโรงพยาบาลจะมีรายการยาและค่ายาอย่างชัดเจนในใบแจ้งค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ และใบเสร็จรับเงิน เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาได้ และเป็นสิทธิของผู้รับบริการเลือกซื้อยาจากโรงพยาบาลหรือภายนอกโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล โดยทุกฝ่ายจะมีการร่วมมือประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิในการรับบริการและการเลือกซื้อยาให้ทั่วถึง

ในเฟสต่อไปจะขยายมาตรการไปยังคลินิกต่างๆ และเข้าไปดูแลเรื่องโครงสร้างราคาต้นทุนยาให้เหมาะสมและเป็นธรรม DIT ย้ำว่าแผนนี้มุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม

นายวิทยากรกล่าวด้วยว่า กรมได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาและเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดทำเอ็มโอยู เพื่อเปิดเผยราคายาก่อนการซื้อ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก โดยเน้นให้ประชาชนคนไทยและชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในไทย สามารถเข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์ของโรงพยาบาลในกรณีเร่งด่วนหรือฉุกเฉินได้ แต่ยังคงมีสิทธิ์ เลือกซื้อยาจากภายนอกโรงพยาบาลได้

“ความร่วมมือของทุกฝ่ายครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เพิ่มทางเลือก และยกระดับความร่วมมือในการให้บริการของโรงพยาบาลเอกชน เป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการในโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น และช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาลภาครัฐในภาพรวมด้วย จากนั้นก็จะหารือลดภาระในด้านอื่นๆต่อไป เช่น ลดค่าใช้จ่ายด้านเวชภัณฑ์ เป็นต้น” นายวิทยากรกล่าว