‘กรมการค้าภายใน’ดึงโรงพยาบาลเอกชน
ผุดโครงการ‘สุขกาย สบายกระเป๋า’
จากการร้องเรียนต่อเนื่องหลายปีที่ผ่านมา ทั้งจากภาคประชาชน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรักษาทางการแพทย์ผ่านโรงพยาบาล ถึงค่าใช้จ่ายกับการซื้อยาที่สั่งจ่ายโดยโรงพยาบาลมีอัตราก้าวหน้าต่อเนื่อง แม้แต่ชนิดยาสามัญทั่วไปที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป กลับมีราคาสูงขึ้นๆ กลายเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นของประชาชน สวนทางสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว
ดังนั้น เมื่อรัฐบาล “อนุทิน 1” ประกาศนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และลดรายจ่าย พร้อมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบนโยบาย Quick Big Win ในการลดค่าครองชีพประชาชน กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน (DIT) จึงเร่งประสานและทำความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ ประชาชนในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน เฟสแรกประเดิมด้วยการความร่วมมือในการเปิดเผยค่ายาในโรงพยาบาลเอกชน รวมถึงเพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วยสามารถเลือกซื้อยาภายนอกโรงพยาบาลได้ ให้กับประชาชนคนไทยที่เข้ารับการรักษา
โดยผลการหารือล่าสุด วันที่ 7 ตุลาคม 2568 ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ยกระดับความร่วมมือผ่านโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า”
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ก่อนหน้าวันประชุม เดิมมีโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการ 5 เครือ แต่ปัจจุบันมีความสนใจเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 9 เครือ จากทั้งหมด 11 เครือ และ 1 โรงพยาบาล ทำให้มีจำนวนโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการเพิ่มเป็นกว่า 300 แห่ง จาก 354 แห่ง ประกอบด้วยโรงพยาบาลในเครือ BDMS (ดุสิตเวชการ อาทิ รพ.กรุงเทพ รพ.พญาไท เป็นต้น) เครือโรงพยาบาลธนบุรี เครือ BCH (กลุ่มโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ และโรงพยาบาลการุญเวช) เครือบางปะกอก-ปิยะเวช เครือรามคำแหง-วิภาราม เครือ PCL (พริ๊นซิเพิล) เครือจุฬารัตน์ เครือนวมินทร์ และเครือสินแพทย์ และโรงพยาบาลหัวเฉียว เข้าร่วมประชุม
ซึ่งจากนี้ ทุกโรงพยาบาลจะเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านในการปฏิบัติร่วมกัน และจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) 4 ฝ่าย ระหว่าง 3 หน่วยงานรัฐและโรงพยาบาลเอกชน ในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 และเริ่ม Kick off โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” โดยมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นสักขีพยาน
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกและเป็นทางเลือกของประชาชนในการเข้าถึงยา ในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 จะมีการประชุมร่วมกับเครือข่ายร้านขายยาทั่วประเทศ ซึ่งมีกว่า 19,000 กว่าแห่ง เพื่อยกระดับความร่วมมือทั้งระบบ โดยกรมเตรียมป้ายประชาสัมพันธ์ตามโรงพยาบาลและร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อใช้บริการได้อย่างทั่วถึงต่อไป
นายวิทยากรกล่าวว่า ในการแสดงรายละเอียดของโรงพยาบาล จะมีรายการยาและค่ายา อย่างชัดเจนในใบแจ้งค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ และใบเสร็จรับเงิน เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาได้ และเป็นสิทธิของผู้รับบริการเลือกซื้อยาจากโรงพยาบาลหรือภายนอกโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล โดยทุกฝ่ายจะมีการร่วมมือประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิในการรับบริการและการเลือกซื้อยาให้ทั่วถึง โดยในเฟสต่อไปจะขยายมาตรการไปยังคลินิกต่างๆ และเข้าไปดูแลเรื่องโครงสร้างราคาต้นทุนยาให้เหมาะสมและเป็นธรรม DIT ย้ำว่าแผนนี้มุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม
นายวิทยากรกล่าวว่า กรมได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาและเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดทำเอ็มโอยู เพื่อเปิดเผยราคายาก่อนการซื้อ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก โดยเน้นให้ประชาชนคนไทยและชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในไทย สามารถเข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์ของโรงพยาบาลในกรณีเร่งด่วนหรือฉุกเฉินได้ แต่ยังคงมีสิทธิเลือกซื้อยาจากภายนอกโรงพยาบาลได้
“ความร่วมมือดังกล่าวเป็นยกระดับการให้บริการผู้บริโภค ในการขอทราบราคายาและเลือกซื้อยาจากภายนอกโรงพยาบาลได้ ถือเป็น Quick Big Win MOU มุ่งให้โรงพยาบาลเอกชนช่วยแบ่งเบาภาระค่าของชีพ ซึ่งในวันคิกออฟ คาดว่าจะมีร้านขายยาพร้อมเข้าโครงการกว่า 1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ เบื้องต้นประเมินว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องจ่าย ซึ่งต่อปีคิดเป็นมูลค่ากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท”
นายวิทยากรกล่าวทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือของทุกฝ่ายครั้งนี้ นับเป็นก้าวแรกที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เพิ่มทางเลือก และยกระดับความร่วมมือในการให้บริการของโรงพยาบาลเอกชน เป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการในโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น และช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาลภาครัฐในภาพรวมด้วย จากนั้นก็จะหารือลดภาระในด้านอื่นๆ เป็นเฟสสองต่อไป เช่น ลดค่าใช้จ่ายด้านเวชภัณฑ์ การออกมาตรการดูแลต้นทุนที่แตกต่าง เป็นต้น
นับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือ ไม่แค่แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เพิ่มทางเลือก และยกระดับความร่วมมือในการให้บริการของโรงพยาบาลเอกชน ยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการในโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น และช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาลภาครัฐในภาพรวมด้วย

