หน้าแรก เศรษฐกิจ นักวิชาการ เช...

นักวิชาการ เชื่อคนละครึ่งพลัส-อุ้มบัตรสวัสดิการฯ ดันศก.โตเพิ่ม แนะเร่งเครื่องยนต์หลักควบคู่

8.10.25 | 10:08 น.

นักวิชาการ เชื่อคนละครึ่งพลัส-อุ้มบัตรสวัสดิการฯ ดันศก.โตเพิ่ม แนะเร่งเครื่องยนต์หลักควบคู่

วันที่ 7 ตุลาคม นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ที่รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จัดเตรียมไว้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการช่วยเหลือกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ถือบัตรคนจน จำนวน 13 ล้านคน ที่จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม 1,700 บาทต่อเดือน รวมกับเงินเดิม 300 บาท ทำให้ได้รับรวม 2,000 บาทต่อเดือนในงวดเดียว ประเมินว่า ทั้ง 2 โครงการนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นอีก 0.2-0.3% ได้ โดยไตรมาส 4 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 0.3% เท่านั้น ทำให้เมื่อมีการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้ง 2 โครงการออกมา อาจช่วยให้ขยายตัวเพิ่มเป็น 0.6% ได้

นายสมชาย กล่าวว่า รูปแบบของโครงการคนละครึ่งพลัส แบ่งเป็นการอุดหนุนประชาชนทั่วไป กลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ได้สิทธิรวม 2,000 บาท กลุ่มที่อยู่ในระบบภาษี จะได้สมทบในอัตรา 60% หรือมูลค่า 2,400 บาท ใช้จ่ายเอง 200 บาท และรัฐบาลสมทบให้ 200 บาท โดยความคืบหน้าล่าสุด กำหนดเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนวันที่ 20-26 ตุลาคม ก่อนเริ่มใช้จ่ายจริงในวันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งได้ผ่านการอนุมิตจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยกระทรวงการคลัง คาดว่าโครงการคนละครึ่งพลัสจะสร้างผลทวีคูณในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่าแสนล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ติดหล่มแน่นอน ซึ่งมีการประเมินผลต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะไตรมาส 4/2568 ที่น่าจะได้รับผลจากการกระตุ้นผ่านโครงการนี้อย่างน้อย 0.3-0.4% ถือว่าไม่แตกต่างจากที่ประเมินไว้เช่นกัน จึงเชื่อว่ามีจะมีผลดันเศรษฐกิจเพิ่มได้อย่างน้อยก็ 0.2% ขึ้นไปแน่นอน

นายสมชาย กล่าวว่า แม้มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาแล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่า ตัวที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างแท้จริงเป็นภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ทำให้รัฐบาลต้องทำการบ้านหนักๆ ทั้งในตลาดเก่าที่แม้มีปัญหาแต่ก็ทิ้งไม่ได้ อาทิ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น อาเซียนทั้งหมด พร้อมเพิ่มตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ อาทิ ละตินอเมริกา แอฟริกา รัสเซียและกลุ่ม CIS อังกฤษ และเอเชียใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน และยุโรป ส่วนการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงรายได้จากต่างชาติเข้ามาเช่นกัน ซึ่งท่องเที่ยวไทยมีทั้งการท่องเที่ยวในประเทศและการเข้ามาเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยรัฐบาลจำเป็นต้องฟื้นตลาดพื้นฐานอย่างตลาดจีน ยืนยันความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจในการเข้ามาเที่ยวไทย รวมถึงเพิ่มตลาดใหม่เข้ามามากขึ้น ขณะเดียวกันต้องเร่งการท่องเที่ยวเมืองรอง เพิ่มสัดส่วนให้เกิดการเดินทางเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายกระจายในประเทศอย่างต่อเนื่อง