รวมเสียงหนุนกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง อพท.เร่งเครื่องศึกษา งบเริ่มต้นพันล้าน พร้อมลงเสาแรกปลายปี 69
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เปิดเผยว่า โครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง ที่อยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนานั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความสำคัญต่อโครงการนี้มาก จึงร่วมกันผลักดันต่อเนื่อง โดยการมีกระเช้าภูกระดึงถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาท่องเที่ยวยั่งยืน สร้างงานสร้างอาชีพ เปิดโอกาสให้ทั้งผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้พิการสามารถเข้าถึงภูกระดึงได้ ทำให้เกิดความเท่าเทียม ซึ่งภูกระดึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่มีความสวยงาม และมีศักยภาพรองรับนักท่องเที่ยว เป็นหัวใจของจังหวัดเลย โดยเชื่อมั่นว่าทุกขั้นตอนจนถึงการก่อสร้างกระเช้าที่เป็นความรับผิดชอบขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. จะอยู่บนพื้นฐานความรอบคอบ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตชุมชน

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า อพท.ได้จัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อเดินหน้าโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง โดย อพท.มีความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการศึกษา วิจัย และพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว และ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการเพื่อการส่งเสริมการสนับสนุน และการประสานงานในการดำเนินงานการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง โดยจะลงนามอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2568 นี้ ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณก่อสร้างเริ่มต้นประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่หากใช้เส้นสลิงกระเช้าเป็น 3 สายเพื่อความแข็งแรงมั่นคง อาจต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม แต่ขึ้นอยู่กับผลการศึกษาที่คาดว่าจะออกมาเร็วๆ นี้ โดยเหนือสิ่งอื่นใดโครงการกระเช้าไฟฟ้านี้ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลในการสนับสนุนผ่านงบประมาณที่จะขอเข้าไปด้วย
“จากการหารือร่วมกันหลายครั้งที่ผ่านมา อพท.คุยกับระดับองค์กรต่อองค์กรและทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ ว่าการมีกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงถือเป็นการสร้างโอกาสให้กับคนในท้องถิ่นและจังหวัด ซึ่งทุกคนเห็นด้วยว่าเป็นภาพลักษณ์ของทั้งประเทศ ไม่ได้หมายความว่าจะสนับสนุนกันอย่างเดียว แต่พยายามเปิดให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังมาตลอด อาทิ เส้นทางที่จะสร้างกระเช้ามีระยะทางประมาณ 4.4 กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่ถูกเลือกจาก 4 เส้นทางที่ทำการศึกษา ว่าสามารถทำได้จริง และไม่บดบังทัศนียภาพของนักท่องเที่ยวที่อยากทดสอบความสามารถทางร่างกายผ่านการเดินเท้าขึ้นไป และการก่อสร้างต้องไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตของสัตว์ป่า หรือคนในท้องถิ่น“ นายศิริปกรณ์ กล่าว

นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า ความคืบหน้ากระเช้าขึ้นภูกระดึงขณะนี้ได้รับงบในการออกแบบก่อสร้างประมาณ 25 ล้านบาท จึงลงนามในสัญญาจ้างออกแบบก่อสร้าง เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 สัญญาเริ่มต้นวันที่ 1 ตุลาคม 2568 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 27 มิถุนายน 2569 (270 วัน) โดยมีคู่สัญญาบริษัท เทสโก้ จำกัด ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังเปิดให้บริษัทจำนวน 5 รายเข้ามายื่นเสนอตัวออกแบบก่อสร้าง โดยพิจารณาจากความเหมาะสม กระบวนการสร้างที่ความปลอดภัยแน่นอน เคยทำงานร่วมกับบริษัทกระเช้าระดับโลก และบริษัทที่ได้รับเลือกในการว่าจ้างก็มีประสบการณ์ด้านงานเสาพาดสายของรัฐบและเอกชนมาเป็นจำนวนมาก รวมถึงเป็นบริษัทคนไทยที่มีเครือข่ายในการทำงานร่วมกับต่างประเทศ
นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า แผนงานก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง มีทั้งหมด 8 ขั้นตอน ปัจจุบันคือ 1.ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว คือ จ้างออกแบบและก่อสร้าง 2.อยู่ระหว่างดำเนินการโดยมีการขยายเวลาศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน และการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และขออนุญาตใช้พื้นที่เพื่อออกแบบในเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ซึ่งไม่ได้รอจนศึกษาเสร็จ แต่พยายามจะเร่งต่อไปให้เร็วที่สุด คือ การนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อจัดสรรงบในการก่อสร้าง ขออนุญาตแบบก่อสร้าง และการก่อสร้างต่อกรมอุทยานฯ ก่อนก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง ที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 12 เดือน (ธันวาคม 2569-พฤศจิกายน 2570) ลงเสาแรกเดือนธันวาคม 2569 โดยตั้งใจจะก่อสร้างกระเช้าให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 เพื่อรองรับเทศกาลท่องเที่ยวภูกระดึง หรืออย่างช้าต้นปี 2571 โดยการมีกระเช้าไฟฟ้านี้ จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน ผ่านการขึ้นไปชมวิวเป็นช่วงเวลา และอาจไม่ได้พักค้างคืน ก็จะมีการหมุนเวียนนักท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น ลดกความแออัดลงได้อีกเยอะ โดยรายได้เฉลี่ยของนักท่องเที่ยวในจังหวัดเลย อยู่ประมาณ 1,200 บาทต่อคนต่อวัน หากพัก 2 คืนจะเพิ่มขึ้นมาที่ 2,500 ต่อคนต่อทริปได้
นายศุภฤกษ์ น้อยสุวรรณ นายอำเภอภูกระดึง กล่าวว่า จุดอ่อนมีน้อยนิด แต่มีจุดแข็งเยอะ เหมือนอุปสรรคที่มีอยู่บ้าง โดยคนขึ้นภูกระดึงมีอายุเฉลี่ย 40 ปี ที่ขึ้นภูกระดึงได้ แต่ตอนนี้ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย มีเงินแต่ไม่มีแรง ทำให้ต้องตอบโจทย์กลุ่มคนเหล่านี้ให้ได้ เพราะอาชีพลูกหาบในปัจจุบันมีลดน้อยลง และคนรุ่นใหม่ไม่ได้สานต่ออาชีพนี้แล้ว เนื่องจากเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น และมีตัวอย่างผลกระทบต่อสุขภาพจากรุ่นพ่อแม่แล้ว ทำให้การมีกระเช้าเข้ามาจะช่วยเรื่องความสะดวกในการเข้าถึง ซึ่งประเทศไทยไม่ได้มีจะมีกระเช้าประเทศแรก แต่ประเทศอื่นมีมานานแล้ว ทั้งเวียดนาม สิงคโปร์ หากมีกระเช้าขึ้นมา โอกาสจะเพิ่มขึ้นมาเยอะเช่นกัน เพราะภูกระดึงเหมือนเพชรที่ยังไม่เจียระไน หากมีกระเช้า มีความสะดวก จะมีสิ่งอื่นตามมาอีกเยอะ ชาวบ้านจะลืมตาอ้าปากได้ สิ่งที่อยากตั้งไว้คือ ความเข้มแข็งของพี่น้องประชาชน ทั้งร้านอาหาร ร้านค้า ที่ยังรวบรวมผู้ประกอบการเข้าด้วยกันได้ยาก อีกทั้งยังมีสินค้าเกี่ยวกับภูกระดึงน้อย เทียบกับในแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ทำให้ต้องพัฒนาส่วนเหล่านี้เพิ่ม
ผู้แทนหอการค้าจังหวัดเลย ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าจะมีการก่อสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงได้จริง จึงขอฝากในเรื่องการบริหารพื้นที่ การจัดการกระเช้าและบริหารตั๋ว อยากให้มีหน่วยงานมืออาชีพเข้ามารับผิดชอบ เพราะเอกชนในพื้นที่อาจยังเล็กเกินไป จึงอยากให้เป็นองค์กรที่มีความสามารถจริงเข้ามาบริหารจัด รวมถึงพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบให้กับนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีมากนัก อาทิ ขนส่งจากสนามบินไปตามแหล่งท่องเที่ยว หรือตรงมายังภูกระดึง รวมถึงการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้น


