เอกนิติ รื้อโครงสร้างภาษี คุมค่าลดหย่อน ชงแผนการคลัง พ.ย.นี้ พร้อมทุ่ม 1 หมื่นล. อัพสกิล-รีสกิล แรงงานไทย
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “Thailand Economic Outlook 2026: Out of the Trap” ว่า รัฐบาลตระหนักถึงข้อจำกัดด้านเวลาเพียง 4 เดือนของทีมเศรษฐกิจ จึงกำหนดแนวคิดในการทำงานภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” คือ “ทำเร็ว ทำทันที” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว แก้โครงสร้างเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำ
“เราเคยเป็นเสือ แต่วันนี้กลายเป็นคนป่วย ต้องรู้ว่าเราเป็นโรคอะไร เพื่อจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “4 กับดักเศรษฐกิจ” ที่ต้องเร่งคลี่คลาย ประกอบด้วย 1.กับดักการลงทุน การลงทุนภาครัฐและเอกชนหดจาก 40% เหลือเพียง 20% ของ GDP ทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนการเติบโต 2.กับดักคนจากโครงสร้างประชากร ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว คนวัยแรงงานลดลง ขณะที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่มีรายได้หลังเกษียณ และแรงงานรุ่นใหม่เรียนไม่ตรงกับความต้องการตลาด 3. กับดักเทคโนโลยี แม้ไทยเข้าถึงเทคโนโลยีสูง แต่ยังขาดการใช้สร้างรายได้ ในขณะที่โลกก้าวสู่ยุค AI ที่ทำงานแทนคนได้มากขึ้น 4.กับดักหนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนที่สูง หนี้ SME ที่ขาดสภาพคล่อง และหนี้ภาครัฐที่อยู่ระดับ 64% ของ GDP
นายเอกนิติกล่าวว่า แม้เวลาเพียง 4 เดือนอาจไม่สามารถ “รักษาทั้งประเทศให้หายป่วย” ได้ทันที แต่จำเป็นต้องเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อย่างจริงจัง ซึ่งต้องเร่งดึงการลงทุนสมัยใหม่ โดยหารือร่วมกับ BOI เพื่อผลักดันไทยให้ก้าวสู่ฐานการผลิตแห่งอนาคต ทั้ง เซิร์ฟเวอร์, Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และปลดล็อกกติกาการลงทุน เพื่อดึงทุนใหม่เข้าประเทศ
ขณะเดียวกันต้องเดินหน้าพัฒนาแรงงานด้วย โดยมีงบประมาณกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ 1 หมื่นล้านบาท ใช้สำหรับการอบรม re-skill และ up-skill ตรงตามความต้องการของตลาด และเป็นไปตามตามความต้องการของภาคธุรกิจ โดยตั้งเป้าหมายใน 4 เดือนจะอบรมแรงงาน 100,000 คน
นายเอกนิติกล่าวว่า ในส่วนของเทคโนโลยี BOI จะเป็นหัวหอกสำคัญ โดยรัฐเตรียมให้ grant 50% สำหรับ SME วงเงิน 20 ล้านบาท และธุรกิจขนาดกลาง 50 ล้านบาท เพื่อใช้ในการวิจัยพัฒนา หรือเปลี่ยนเครื่องจักรเป็นระบบอัตโนมัติ พร้อมออก “Transformation Loan” ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ
ในเรื่องของการแก้หนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยจะทำให้มีการดึงหนี้ออกจากระบบและนำไปไว้ในบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพราะถ้าตั้ง AMC ใหม่ อาจไม่ทันภายใน 4 เดือน และจะสนับสนุนให้มีการรวบหนี้ที่อยู่หลายธนาคารมาไว้ที่เดียว โดยคาดว่าจะเห็นผลการดำเนินการเรื่อง AMC ภายในเดือนต.ค.นี้
นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะเดียวกันจะมีการเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ SME ผ่านการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และเดินหน้าโครงการพี่ช่วยน้อย โดยการดึงบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME รายย่อย ผลักดันให้เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนของธุรกิจใหญ่
นอกจากนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างการลดหย่อนภาษี เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรม โดยเตรียมกำหนดเพดาน (Ceiling) การลดหย่อนต่อปี และจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐภายในเดือนพฤศจิกายน 2568
นายเอกนิติกล่าวว่า เนื่องจากทุกวันนี้การลดหย่อนภาษียังสะเปะสะปะ ไม่มีกรอบที่ชัด จึงต้องมี Ceiling เพื่อกำหนดเพดานชัดเจน โดยสามารถทำได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมายใหม่ นอกจากนี้ การนำระบบดิจิทัลมาใช้ในระบบภาษี และการยกเว้นให้เฉพาะผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบเพื่อขยายฐานภาษี
นายเอกนิติกล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีแนวคิดจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่น่าสนใจ คือ เสนอจัดตั้งระบบบัญชีออมส่วนบุคคล หรือ Individual Saving Account เพื่อให้ประชาชนเลือกลงทุนได้หลากหลาย ทั้งพันธบัตร หุ้น หรือการลงทุนต่างประเทศได้ด้วยตนเอง ภายใต้ระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อนของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยไม่ต้องออกเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะเจาะจงเหมือนในอดีต การกำหนด Framework เรื่องลดหย่อนดังกล่าวจะเสร็จทันภายในเดือนพฤศจิกายนนี้
ด้านการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง จะยึดหลักความโปร่งใส โดยระบุที่มาของงบประมาณในแต่ละโครงการอย่างชัดเจน และมุ่งเน้นรายจ่ายเพื่อการลงทุนมากกว่าการบริโภค เพื่อสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
“สิ่งที่เราทำใน 4 เดือนนี้อาจไม่เปลี่ยนประเทศได้ทันที แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง” นายเอกนิติกล่าว

