นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน สำนักงาน กสทช. ได้ประชุมร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) รวมถึงได้มีการเชิญ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.), ผู้ให้บริการโครงข่ายอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศ(ไอไอจี) และ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต(ไอเอสพี) เพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสมผ่านอินเทอร์เน็ตเรื่องเว็บหมิ่นสถานบันฯ โดยในที่ประชุมได้มีมติหลักในการแจ้งหลักดำเนินการกับเว็บหมิ่นสถาบันฯ ให้แก่ ไอไอจี และ เอไอพี ได้แก่ 1.กรณีพบเว็บหมิ่นสถาบัน ที่ทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อ ดีอี หรือ กสทช. นำคำสั่งศาลมาแจ้ง ขอให้นำเว็บไซต์ผิดกฎหมายออกได้ทันที 2. กรณีพบเว็บไซต์หมิ่นสถาบันฯ ให้ใช้วิจารญาณนำเว็บไซต์ออกได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่ง และ 3.หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการเข้ารหัส ไม่สามารถนำออกได้ ขอให้ ทำเรื่องแจ้งดีอี หรือ ในกรณีที่มีหน่วยงานอื่นแจ้งมาก็แจ้งกลับหน่วยงานนั้นเพิ่มเติมด้วย เพื่อ ดีอี และ กสทช. จะได้ติดต่อกับผู้ให้บริการในต่างประเทศเพื่อดำเนินการทางศาลต่อไป
“ที่ประชุมยังได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องเนื้อหาจากต่างประเทศที่ค้างอยู่บนเซิฟเวอร์ภายในประเทศ CDN (Content Delivery Network) โดย ไอเอสพีแจ้งว่า การประกอบกิจการแพร่ภาพและเสียงในกิจการอื่น ที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูของ กสทช. หรือ Over The Top(OTT) ที่มาจากต่างประเทศ เช่น เฟซบุ๊ก ที่มีการลงทุนตั้งเซิร์ฟเวอร์ข้อมูลในไทย จึงทำให้ไม่สามารถนำเนื้อหาที่ค้างอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ออกได้ จึงขอให้ กสทช.ดำเนินการนำเรื่อง CDN เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เพื่อลงมติว่า ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยคาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะได้ข้อสรุปเบื้องต้น หากไม่เกี่ยวกับ กสทช. ก็ต้องเกี่ยวกับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น ดีอี หรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”นายฐากรกล่าว
นายฐากรกล่าวว่า ขณะนี้เว็บที่ไม่ต้องเข้ารหัสสามารถเอาลงได้ 100 % แล้ว แต่เรื่องเว็บที่ต้องเข้ารหัส หรือ ในส่วนที่ค้างอยู่ใน CDN ยังมีอยู่ เราเชื่อว่าเรื่องนี้เริ่มมองเห็นทางในการดำเนินการในเรื่องนี้บ้างแล้ว ถามว่าผู้ให้บริการติดปัญหาบ้างหรือไม่ ก็ติดบ้าง การลงทุนกระทบบ้าง แต่เมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติก็ต้องเดินหน้าต่อไป

