‘พิพัฒน์’ เร่ง ทช.เบิกงบปี’69 ลงทุน 4 เดือนนี้ ชู 2 โครงการ ดันเศรษฐกิจภาคใต้
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่กรมทางหลวงชนบท บางเขน กรุงเทพฯ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนากรมทางหลวงชนบท (ทช.) ครบรอบ 23 ปีว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนแรกของรัฐบาล ที่ถือเป็นจังหวะสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
นายพิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับกรมทางหลวงชนบท ได้กำชับให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ตามที่ได้รับจัดสรรราว 53,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายถนนและโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าเกษตรจากชุมชนสู่เมือง เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกรไทย

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายให้ ทช.สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างภายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ (ตุลาคม-ธันวาคม 2568) และต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสที่สอง โดยต้องดำเนินการการจัดซื้อจัดจ้างให้ได้ได้ไม่น้อยกว่า 50% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด หรือราว 25,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
นายพิพัฒน์กล่าวอีกว่า สำหรับปีงบประมาณนี้ ทช.เตรียมผลักดัน 2 โครงการสำคัญที่มีมูลค่ารวมกว่า 6.5 พันล้านบาท เพื่อเป็นกลจักรหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ ประกอบด้วย
1.โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมอำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา กับอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง มูลค่า 4,841 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าก่อสร้าง 4,700 ล้านบาท และค่าจ้างควบคุมงาน 141 ล้านบาท
2.โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา จากตำบลเกาะกลางถึงตำบลเกาะลันตาน้อย จังหวัดกระบี่ มูลค่า 1,854 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าก่อสร้าง 1,800 ล้านบาท และค่าจ้างควบคุมงาน 54 ล้านบาท

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ทั้งสองโครงการจะช่วยยกระดับการเดินทางในพื้นที่ภาคใต้ ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการสัญจร เสริมความปลอดภัย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประชาชนในท้องถิ่น รวมถึงกระตุ้นการท่องเที่ยวและการค้าชายฝั่งให้เติบโตมากขึ้น
นายพิพัฒน์กล่าวด้วยว่า ในด้านการลงทุน โครงการดังกล่าวจะใช้รูปแบบการกู้เงินจากธนาคารโลก (World Bank) โดยแบ่งสัดส่วนเงินกู้ 70% และงบประมาณภาครัฐ 30% รวมวงเงิน 6,500 ล้านบาท ขณะนี้ ทช.ได้เปิดรับข้อเสนอจากเอกชนแล้ว ซึ่งแต่ละโครงการมีเอกชนยื่นข้อเสนอ 4 ราย ซึ่ง ทช.ได้เปิดซองเอกสารด้านเทคนิค และส่งให้ World Bank พิจารณารายงานด้านเทคนิค คาดว่าจะแล้วเสร็จตอบกลับสัปดาห์หน้า
“ในระหว่างที่รอการพิจารณาจากธนาคารโลก ทช.จะดำเนินการควบคู่ไปกับการเตรียมเอกสารและขั้นตอนการกู้เงินร่วมกับสำนักบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อไม่ให้โครงการล่าช้า คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถคัดเลือกเอกชนและลงนามสัญญาได้ทันเวลา” นายพิพัฒน์กล่าว

