กระทรวงอุตสาหกรรมในยุคการนำของ ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กำลังถูกจับตาอย่างมากจากภาคอุตสาหกรรมและประชาชน ต่อผลงานภายใต้เวลา 4 เดือนของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
นั่นเพราะภาคอุตสาหกรรมคือกลไกหลักในการสร้างงานสร้างรายได้ สะท้อนขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ปัจจุบันประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมดิจิทัล และพลังงานสะอาด ท่ามกลางความท้าทายจากสงครามการค้ามาตรการภาษีตอบโต้ และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อสังคมและธุรกิจ
ส่องนโยบายของ ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในการแถลงต่อสื่อมวลชนได้ชู “ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน” เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย
ฝ่า คือ การฝ่าวิกฤตและอุปสรรคต่างๆ และรับมือปัญหาเร่งด่วนจากสงครามการค้าและมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) โดยเร่งช่วยเหลือ SME ที่ได้รับผลกระทบ เสริมสภาพคล่องด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ปกป้องจากการทุ่มตลาด และยกระดับระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าแบบดิจิทัล เพื่อให้แข่งขันได้อย่างโปร่งใสและยั่งยืน
ฟัน คือ จัดระเบียบอุตสาหกรรมอย่างเด็ดขาด ด้วยการปราบปรามโรงงานเถื่อน การลักลอบนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และการทิ้งกากอุตสาหกรรม พร้อมบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด ควบคู่กับการยกระดับมาตรการสิ่งแวดล้อม
ดึง คือ เดินหน้าดึงดูดการลงทุน ด้วย 2 แนวทางหลัก คือ ขับเคลื่อน BCG และพลังงานสะอาด ยกระดับภาคการผลิตไทยสู่มาตรฐานสากล ลดคาร์บอน ลดต้นทุนพลังงาน และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ผ่านมาตรการสำคัญ เช่น อุตสาหกรรมคาร์บอนเป็นศูนย์ 2030 โครงการโซลาร์รูฟท็อป และตลาดคาร์บอนอุตสาหกรรม ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ทันสมัยและโปร่งใส ด้วยการปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอน เอื้อต่อธุรกิจ ส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานและดิจิทัล และผลักดันกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.การจัดการกากอุตสาหกรรม และ พ.ร.บ.มอก. เพื่อสร้างระบบการผลิตที่รัดกุม ยั่งยืน และแข่งขันได้ในเวทีโลก
ดัน คือ วางรากฐานสู่อุตสาหกรรมอนาคต สนับสนุน SME เข้าถึงเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน และผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ดิจิทัล-AI-เซมิคอนดักเตอร์ และอาหารแห่งอนาคต-ชีวเศรษฐกิจ ควบคู่กับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างการแพทย์ เทคโนโลยีสุขภาพ และปาล์มน้ำมัน และเร่งแก้ปัญหาการสวมสิทธิสินค้าเพื่อส่งออกเพื่อป้องกันการถูกกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ และกวาดล้างสินค้าที่ไม่มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)
โดยทุกอย่างต้องเริ่มทำทันทีภายใน 120 วัน เพื่อเร่งสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งหลายโครงการที่กระทรวงได้ดำเนินการไปแล้ว มีความสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลนี้จึงสามารถเริ่มดำเนินการต่อได้ทันที
“หนึ่งสิ่งที่อยากปรับเปลี่ยนคือประเด็นคำว่า ‘จีนเทา’ อยากเปลี่ยนไปใช้คำว่า ‘นักธุรกิจหรือนักลงทุนต่างชาติที่ไม่ดี’ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระดับประเทศ เพราะทุกประเทศมีคนดีและคนไม่ดีปะปนกัน จึงอยากให้คำนึงถึงความเป็นเมืองพี่เมืองน้องที่มีความสัมพันธ์กันอย่างยาวนาน จึงอยากให้ใช้คำเรียกที่ไม่เกิดผลกระทบกับผู้ใด” ธนกรระบุ
ขณะที่ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ชูนโยบาย “ปิดเร็ว-เปิดเร็ว-พึ่งพาได้” คือ “ปิดทันที” หากเจอโรงงานหรือธุรกิจทำผิดกฎหมาย และ “เปิดเร็ว” ถ้าโรงงานหรือธุรกิจมีการแก้ไขถูกต้อง และไม่สร้างความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรม “พึ่งพาได้” ให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นที่พึ่งพาของผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถก้าวหน้าไปได้อย่างยั่งยืน
พร้อมเน้นย้ำให้กระทรวง ส่วนกลาง ส่วนจังหวัดทำงานร่วมกัน โดยประสานกับข้าราชการส่วนท้องถิ่นด้วย โดยเห็นว่าอุตสาหกรรมจังหวัดคือแนวหน้าที่สำคัญที่ใกล้ชิดกับผู้ประกอบการและประชาชนมากที่สุด จึงต้องมีความกระตือรือร้น คล่องแคล่ว และเข้าถึงพื้นที่เพื่อเป็นช่องทางสะท้อนปัญหาไปยังส่วนกลางอย่างรวดเร็ว ให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดการปัญหาอุตสาหกรรมได้อย่างตรงจุด สะสางปัญหาผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้ภาคอุตสาหกรรมเดินหน้าไปสู่อุตสาหกรรมยั่งยืนด้วยกันและพร้อมกันทั่วประเทศ
ทั้งนี้เนื่องด้วยคณะรัฐบาลมีกรอบเวลาปฏิบัติงาน (Quick Win) ใน 120 วัน ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้จ่าเอก ยศสิงห์ จึงเน้นการปฏิบัติงานด้วยการลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการตัวจริง เพื่อจะได้ทราบปัญหาจริงและแก้ไขได้ตรงจุด
หลังวันแถลงนโยบายทั้ง 2 รัฐมนตรีคิกออฟลงพื้นที่ทันที เพราะมีเวลาทำงานไม่มาก
โดยธนกรได้มีการลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เพื่อป้องกันน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม ใน จ.พระนครศรีอยุธยา สั่งบูรณาการระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรม หน่วยงานส่วนท้องถิ่น เพื่อวางแผนจัดการมาตรการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ที่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่มีโรงงานอุตสาหกรรมชั้นนำกว่า 100 แห่ง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ มีการจ้างงานหลายหมื่นอัตรา เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนว่าจะไม่มีการเกิดเหตุซ้ำกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยในปี 2554
ปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมบางปะอินมีศักยภาพและความพร้อม ทั้งแนวคันดินคอนกรีตเสริมเหล็กที่ได้มาตรฐานสากล ระบบสูบน้ำขนาดใหญ่ และแผนเผชิญเหตุที่รัดกุม
นอกจากนี้ ได้สั่งการเพิ่มเติมให้มีการบูรณาการข้อมูลสถานการณ์น้ำเป็นหนึ่งเดียว (Single Command) โดยจัดทำช่องทางการสื่อสารฉุกเฉินที่เข้าถึงง่ายสำหรับผู้ประกอบการ และสนับสนุนการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง 3 นิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมนครหลวง นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบางหว้า (ไฮเทค) เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามฉุกเฉิน
โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้กำหนดมาตรการสำคัญ 8 ข้อเพื่อป้องกันอุทกภัยของนิคมฯ ได้แก่ 1.ขุดลอก คู คลอง จุดสำคัญทั้งในและนอกนิคมฯ 2.ตรวจและซ่อมคันป้องกันน้ำท่วม 3.ตรวจและซ่อมบำรุงระบบสูบน้ำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและหม้อแปลง 4.จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้มีความพร้อม 5.ติดตามข้อมูลข่าวสาร 6.จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง 7.ทบทวนและฝึกซ้อมแผนป้องกัน และ 8.สื่อสารข้อมูลสู่ผู้เกี่ยวข้อง ในส่วนพื้นที่รอบนอกเขื่อนกั้นน้ำ ผู้ประกอบการในนิคมฯ จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยร่วมสนับสนุนงบประมาณ ถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเพื่อมอบให้กับชุมชน ทั้งนี้สถานการณ์ปัจจุบันของ 3 นิคมฯดังกล่าวยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ขณะที่ จ่าเอก ยศสิงห์ ลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ จ.ฉะเชิงเทรา รับฟังบรรยายสรุปการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ จ.ฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 5,366 ไร่ มีนักลงทุนจากทั้งไทย ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน สิงคโปร์ เป็นโรงงานกว่า 5,598 โรงงาน มีการจ้างงานกว่า 1 ล้านคน
เป้าหมายเพื่อให้กระทรวงอุตสาหกรรมมีการบูรณาการกับนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ และท้องถิ่นมากยิ่งขึ้นในการร่วมกันแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว การบริหารจัดการเรื่องการบำบัดน้ำเสียของโรงงานก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะเพื่อลดการเกิดผลกระทบกับชุมชน และสนับสนุนให้โรงงานใช้การจ้างแรงงานในพื้นที่เพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจรอบชุมชน
นอกจากนี้ยังเน้นย้ำให้การกิจกรรม CSR ของโรงงาน มีการหารือกับหน่วยงานท้องถิ่นก่อนว่าพื้นที่นั้นๆ มีความต้องการในเรื่องใดหรือขาดการสนับสนุนอะไร แล้วค่อยดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันให้การจัดกิจกรรมเกิดประโยชน์สูงสุดกับชุมชน เพื่อให้โรงงานและชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างดีที่สุด
จะเห็นว่าทั้ง “ธนกร และจ่าเอก ยศสิงห์” ต่างเร่งเดินหน้าเนื้องานตามที่ประกาศนโยบายไว้ เพื่อเป้าหมายทำให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พร้อมอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืนภายใน 4 เดือนนับจากนี้!!

