หน้าแรก เศรษฐกิจ ผู้ว่าธปท. ลั...

ผู้ว่าธปท. ลั่น รักษาเสถียรภาพศก. เร่งตั้งAMC แก้หนี้ เสร็จในต.ค.นี้ ยันลดดอกเบี้ยได้หากจำเป็น

10.10.25 | 15:21 น.

ผู้ว่าธปท. ลั่นรักษาเสถียรภาพศก. เร่งตั้ง AMC แก้หนี้เสร็จใน ต.ค.นี้ ยันลดดอกเบี้ยได้หากจำเป็น

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภารกิจและแนวทางการทำงานของ ธปท.ต่อจากนี้ จะสานต่อพันธกิจหลักของธนาคารกลาง คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว โดย ธปท.จะดำเนินนโยบายด้วยความเป็นอิสระภายใต้กรอบกฎหมาย ซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องทำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น เพื่อผลักดันนโยบาย เน้นประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง (policy coordination) เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งเอื้อให้เกิดการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่จับต้องได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศ

นายวินัย กล่าวว่า ยกตัวอย่างมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนผ่านกลไกบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ความคืบหน้าล่าสุด อยู่ระหว่างหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง สมาคมธนาคารไทย สถาบันการเงิน โดยให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เป็น AMC กลาง เพื่อเดินหน้าโครงการแก้หนี้ และรับซื้อของประชาชนจากสถาบันการเงิน เป็นนโยบายแก้หนี้เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยเบื้องต้นมีบัญชีที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขโครงการทั้งหมด 2 ล้านบัญชี

สามารถแบ่งประเภทบัญชีได้ คือ ธนาคารพาณิชย์ 7 แสนบัญชี นอนแบงก์ภายใต้ธนาคารพาณิชย์ 8 แสนบัญชี ธนาคารของรัฐ 3 แสนบัญชี ส่วนนอนแบงก์ทั่วไป ธปท.และกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะมีมาตรการเยียวยาอย่างไรต่อไป ถือเป็นแนวคิดที่ทำมาสักพัก หลังจากประชุมร่วมกันมา 2 ครั้ง เบื้องต้นคาดว่าจะดำเนินมาตรการก่อน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีหนี้รายย่อยต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งมีอยู่ในระบบราว 3 ล้านราย

“เงินทุนที่จะใช้ในการซื้อหนี้เสียครั้งนี้ มาจากเงินที่เหลือจากการดำเนินโครงการคุณสู้ เราช่วย ที่ปิดโครงการไปเมื่อ 30 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นเงินที่ธนาคารพาณิชย์ได้ส่งให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ภายหลังการปรับลดอัตรานำส่งของสถาบันการเงินชั่วคราวจาก 0.46% เหลือ 0.23% ซึ่งอัตรานำส่งอีก 0.23% ธนาคารพาณิชย์ได้นำเงินส่วนนี้ไว้เพื่อดำเนินมาตรการ Social AMC ผ่าน SAM ซึ่งยังไม่ระบุจำนวนเงินชัดเจน

Advertisement

ซึ่งภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ การพูดคุยจะจบลง แต่เรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะยังมีหลายประเด็นและหลายหน่วยงานที่ต้องพูดคุยกัน แต่เชื่อว่ามาตรการนี้ช่วยเหลือคนได้อย่างน้อย 2-3 ล้านราย เบื้องต้นมองว่าจะดำเนินการเสร็จได้ช่วงต้นปี 2569” นายวิทัย กล่าว

นายวิทัย กล่าวว่า จะมุ่งเน้นสร้างเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะดูแลให้เงินเฟ้อระยะปานกลางอยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน (low and stable) ไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด และให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง โดย ธปท.จับตาดูความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้กล่าวถึงอย่างชัดเจนในแถลงการณ์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปัจจุบันเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) ซึ่งตัดราคาสินค้าที่มีความผันผวนสูงอย่างพลังงานและอาหารสดออกไป

ยังคงอยู่ในแดนบวกที่ประมาณ 0.9% ตัวเลขนี้แสดงว่า เศรษฐกิจยังคงมีแรงสนับสนุนจากอุปสงค์อยู่เกือบ 1% ด้านเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินเข้มแข็ง มีความมั่นคงสามารถให้บริการลูกหนี้ ประชาชนและธุรกิจได้ต่อเนื่อง และดูแลไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงินที่อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตในอนาคต ส่วนเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ดูแลให้ระบบมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ทั้งด้านความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และด้วยราคาที่สมเหตุสมผล

นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยปัจจุบันอยู่ที่ 1.5% ถือว่าต่ำสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่ ธปท.ยืนยันว่า ยังมี Policy Space เหลืออยู่ และสามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก หากมีความจำเป็นต้องใช้เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจหรือประคองเงินเฟ้อ โดยการจัดการเศรษฐกิจไม่สามารถพึ่งพานโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องใช้ มาตรการเฉพาะจุดหลายส่วนเข้ามาต่อเนื่องร่วมกับเครื่องมือนโยบายการเงินในภาพกว้าง เป็นจิ๊กซอที่ต้องอาศัยการร่วมมือจากหลายหน่วยงาน แต่ยืนยันว่า กนง.พร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจเพิ่มเติม

นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับทิศทางนโยบายสำคัญของ ธปท. (policy priorities) ในระยะต่อไป ได้แก่ 1.การสานต่อแนวนโยบายการพัฒนาภาคการเงิน โดยเฉพาะการวางรากฐานให้ภาคการเงินพร้อมรองรับกับกระแสโลกใหม่ทั้งด้านดิจิทัลและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม(financial landscape) อาทิ โครงการ Your Data การพัฒนาระบบ digital payment ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ยืดหยุ่น และสนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจจริงเข้าถึงบริการทางการเงินครอบคลุมขึ้น

รวมถึงการจัดตั้งเวอร์ชัวแบงก์ และ 2.การทำงานของ ธปท. จะใกล้ชิดกับประชาชนและสังคมมากขึ้น ผ่านการรับฟังมุมมองหรือข้อเรียกร้องจากสังคมให้รอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินนโยบาย และสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น โดยจะมีแนวนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจที่เหมาะสมกับสถานการณ์ อาทิ การแก้หนี้เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การเพิ่มโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ผ่านกลไกค้ำประกันเครดิตที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นขึ้น รวมทั้งกลไกกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สมดุลกับความเสี่ยงของผู้กู้ และทบทวนค่าธรรมเนียมของบริการทางการเงินให้เหมาะสมและเป็นธรรมขึ้น (fair pricing)