หน้าแรก เศรษฐกิจ ถอดรหัสการเรี...

ถอดรหัสการเรียนรู้จาก Osaka Expo 2025 : จิ๊กซอว์อนาคตที่ประเทศไทยต้องร่วมต่อ

11.10.25 | 12:30 น.

ถอดรหัสการเรียนรู้จาก Osaka Expo 2025:จิ๊กซอว์อนาคตที่ประเทศไทยต้องร่วมต่อ

ผมได้กลับมาเยือนนครโอซากาอีกครั้ง เพื่อติดตามความคืบหน้าของงานมหกรรมโลก Osaka World Expo 2025 ที่กำลังจะปิดฉากลง ถือเป็นการสรุปการเรียนรู้ที่จุดประกายความคิดและเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้อย่างทรงพลัง โดย “จิตวิญญาณ” และ “วิสัยทัศน์” ของแต่ละพาวิลเลียนที่เริ่มเผยโฉมออกมานั้น ช่างน่าตื่นตาตื่นใจและเปี่ยมไปด้วยบทเรียนล้ำค่าสำหรับประเทศไทย

งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Designing Future Society for Our Lives” หรือ “การออกแบบสังคมแห่งอนาคตเพื่อชีวิตของพวกเรา” ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงการจัดแสดงเทคโนโลยีล้ำยุค แต่เป็นการเชิญชวนให้ทั้งโลกมาร่วมกัน “จินตนาการ” และ “ถกเถียง” ว่าเราต้องการสังคมแบบไหนในอนาคต ในฐานะผู้อำนวยการ OKMD ซึ่งมีภารกิจในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ผมมองว่างานเอ็กซ์โปครั้งนี้คือ “ห้องเรียนระดับโลก” ที่ดีที่สุด ที่เราจะสามารถเรียนรู้และนำประสบการณ์กลับมาปรับใช้กับการพัฒนาประเทศ

ในการเยี่ยมชมครั้งที่สองนี้ ผมได้มีโอกาสเจาะลึกแนวคิดเบื้องหลังของ 3 พาวิลเลียนที่สร้างความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง และเชื่อว่ามีนัยสำคัญต่อทิศทางของประเทศไทย นั่นคือ Japan Pavilion
(ไม่ได้เข้าเพราะต่อคิวยาวมาก แต่ฟังเขามาอีกต่อนึงครับ), Panasonic Pavilion และ Mitsubishi Pavilion

Advertisement

Japan Pavilion:

เมื่อนวัตกรรมหลอมรวมกับจิตวิญญาณ

ในฐานะเจ้าภาพ ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้นำเสนอเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และเล่าเรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่านั้น ซึ่งสามารถสัมผัสได้จากแนวคิดของ Japan Pavilion คือความพยายามในการสร้าง “สมดุล” ระหว่างเทคโนโลยีสุดล้ำกับแก่นแท้ของวัฒนธรรมและธรรมชาติ พวกเขาไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นนาย แต่เป็น “เครื่องมือ” ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาสังคมที่ซับซ้อน เช่น สังคมผู้สูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ สิ่งที่น่าทึ่งคือ การนำเสนอไม่ได้หยุดอยู่แค่การโชว์หุ่นยนต์หรือจอภาพอัจฉริยะ แต่เป็นการสร้าง “ประสบการณ์ร่วม” ที่กระตุ้นให้ผู้เข้าชมได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ชีวิตที่ดีคืออะไร?” “ความสุขที่ยั่งยืนอยู่ตรงไหน?” พวกเขากำลังแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมที่แท้จริงต้องมี “หัวใจ” และต้องตอบโจทย์ความเป็นมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง

บทเรียนสำหรับประเทศไทย: เรามักพูดถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่เราได้ตั้งคำถามอย่างจริงจังแล้วหรือยังว่า เรากำลังจะใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้าง “สังคมแบบไหน” อัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทยที่งดงามของเรา จะสามารถเป็น “รากฐาน” ในการพัฒนานวัตกรรมที่แตกต่างและตอบโจทย์บริบทของคนไทยได้อย่างไร เราไม่จำเป็นต้องเดินตามใคร แต่เราสามารถสร้างสรรค์อนาคตในแบบฉบับของเราที่เทคโนโลยีและวัฒนธรรมสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างงดงาม

Panasonic Pavilion:

เทคโนโลยีที่เข้าอกเข้าใจ ‘ชีวิต’ ผ่านก้อน Crystal แห่งอนาคต

พานาโซนิคเป็นแบรนด์ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่พาวิลเลียนของพวกเขาในครั้งนี้ ได้ก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิง และส่วนตัวผมต้องยอมรับว่าสนุกและประทับใจกับการเยี่ยมชมที่นี่เป็นพิเศษ แนวคิดของพวกเขาคือการสร้าง “Well-being” หรือสุขภาวะที่ดีในทุกมิติของชีวิต ซึ่งพวกเขาไม่ได้มาขายสินค้า แต่กำลังนำเสนอ “โซลูชั่น” ที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นในอนาคต

ความเฉียบคมอยู่ที่ เทคนิคการนำเสนอ พวกเขาให้ผู้เข้าชมแต่ละคนมี “ก้อน Crystal” ส่วนตัวประจำตัว เปรียบเสมือนตัวแทน “ชีวิต” ของเรา เมื่อเราเดินเข้าไปในโซนต่างๆ ของพาวิลเลียน ซึ่งจำลองช่วงวัยและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน จนถึงวัยเกษียณ เราจะต้องนำก้อน Crystal นี้ไปวางบนแท่นในแต่ละจุด ข้อมูลที่ซ่อนอยู่ใน Crystal จะถูกฉายภาพออกมาเป็นเรื่องราว แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีของพานาโซนิคจะเข้ามาดูแลและส่งเสริมสุขภาวะของเราในแต่ละช่วงชีวิตได้อย่างไร

การเล่าเรื่องผ่านก้อน Crystal นี้ ทำให้แนวคิดเรื่อง Well-being ที่อาจจะดูกว้างและจับต้องยาก กลายเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่น่าตื่นเต้นและเข้าใจง่าย เราได้เห็นภาพของบ้านอัจฉริยะที่ไม่ได้มีไว้แค่เพื่อความสะดวกสบาย แต่สามารถตรวจจับข้อมูลสุขภาพของเราผ่าน Crystal และปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมได้อัตโนมัติ ตั้งแต่แสงสว่าง อุณหภูมิ ไปจนถึงการแนะนำอาหารที่เหมาะสม นี่คือเทคโนโลยีที่มี “ความเห็นอกเห็นใจ” และทำให้เรารู้สึกว่าเทคโนโลยีถูกสร้างมาเพื่อ “เข้าใจ” และดูแลเราอย่างแท้จริง

บทเรียนสำหรับประเทศไทย: ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ แนวทางของพานาโซนิคชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เราควรส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์โซลูชั่นสำหรับผู้สูงวัยและระบบสุขภาพอัจฉริยะ นี่คือตลาดที่มีศักยภาพมหาศาล และยังเป็นการสร้างหลักประกันทางสังคมที่มั่นคงให้กับคนไทยทุกคนไปพร้อมกัน

Mitsubishi Pavilion:

พลังขับเคลื่อนที่มองไม่เห็น สู่โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต

หากพานาโซนิคเน้นเรื่อง “ชีวิต” ส่วนบุคคลมิตซูบิชิจะพาเราไปมองภาพที่ใหญ่ขึ้นในระดับ “สังคม” และ “โครงสร้างพื้นฐาน” พาวิลเลียนของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงเบื้องหลังของเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่เราใฝ่ฝัน ไม่ว่าจะเป็นระบบพลังงานที่ยั่งยืน, การขนส่งแห่งอนาคต, การบริหารจัดการน้ำ และวัสดุศาสตร์ยุคใหม่ สิ่งที่น่าสนใจคือ พวกเขาไม่ได้นำเสนอแค่ผลิตภัณฑ์ แต่กำลังแสดงให้เห็น “ระบบนิเวศ” (Ecosystem) ที่ทุกอย่างทำงานเชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การกักเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการส่งต่อพลังงานไปยังบ้านเรือนและยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างไร้รอยต่อ มันคือการแสดงให้เห็นถึง “พลังขับเคลื่อนที่มองไม่เห็น” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน

บทเรียนสำหรับประเทศไทย: การพัฒนาประเทศต้องมองให้ครบวงจร การสร้างตึกสูงหรือถนนหนทางที่ทันสมัยนั้นยังไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ” ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนรองรับไปพร้อมกัน นโยบายอย่าง BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของเราจะเกิดขึ้นจริงได้ ก็ต่อเมื่อเรามีระบบพลังงานสะอาด ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ และการวางผังเมืองที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง การร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป

บทเรียนรู้และข้อสังเกตจากโอซากาสู่กรุงเทพฯ

การเยี่ยมชม Osaka World Expo 2025 ทั้งสองครั้ง ตอกย้ำให้ผมเห็นว่าโลกกำลังเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง แต่หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้อยู่ที่ความเร็ว แต่อยู่ที่ “วิสัยทัศน์” และ “ความเข้าใจในความเป็นมนุษย์” บริษัทชั้นนำดั่งเช่นพานาโซนิค และมิตซูบิชิ กำลังแสดงให้เราเห็นว่าอนาคตที่ยั่งยืนนั้น เกิดขึ้นจากการผสาน 3 สิ่งเข้าด้วยกัน คือ เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ, ความเข้าใจในวัฒนธรรมและสังคมอย่างลึกซึ้ง และความมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน และในฐานะ OKMD เราเชื่อมั่นว่า “ความรู้” คือเข็มทิศที่จะนำทางประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่า งานเอ็กซ์โปครั้งนี้คือคลังความรู้ขนาดมหึมาที่เราต้องเร่งถอดรหัสและเรียนรู้ เราไม่สามารถเป็นเพียง “ผู้เข้าชม” แต่เราต้องเป็น “ผู้เรียนรู้” ที่กระตือรือร้น และนำบทเรียนเหล่านี้กลับมาจุดประกายการสนทนาในสังคมไทย เพื่อร่วมกัน “ออกแบบสังคมแห่งการเรียนรู้สำหรับอนาคตเพื่อชีวิตของพวกเรา” ให้เกิดขึ้นจริงบนแผ่นดินไทยให้ได้

เพราะอนาคตไม่ใช่สิ่งที่ต้องรอคอย แต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้างตั้งแต่วันนี้

*ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยขอนแก่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และคุณหนึ่ง-Thailand Pavilion Manager สำหรับการประสานงานการเยี่ยมชม มา ณ ที่นี้ครับ