วันที่ 22 ตุลาคมนี้ มติชนกำหนดจัดสัมมนาใหญ่ส่งท้ายของปี หัวข้อ “Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียม” ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กทม.
โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ที่มีข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งด้านความเหลื่อมล้ำและความเท่าเทียม ขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษครั้งนี้
ดร.ศุภวุฒิให้สัมภาษณ์ “มติชน” เปิดมุมมองต่อเทคโนโลยี AI ของไทยว่า ประเมินสถานะของประเทศไทยยังไม่ใช่หัวหอกแน่นอน แต่ถือเป็นประเทศที่กำลังตื่นตัวในการใช้ AI รวมถึงมีความพยายามและอยากให้มีการใช้ AI มากขึ้น เห็นเลยว่าทุกคนให้ความสนใจกันมากกว่าเดิมแล้ว
อย่างไรก็ตามการใช้ AI ในไทยก็ยังไม่ได้เยอะขนาดนั้น เราถึงกลัวว่าเราจะหลุดขบวนไป ปัญหาคือ เราต้องถามตัวเองให้ดีว่าเราจะอยู่ตรงไหนของเอไอ อาทิ เราบอกว่าอยากให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ถือเป็นต้นน้ำสุดของ AI เอาพื้นที่ของไทยไปให้ใช้สำหรับเก็บข้อมูล เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดในด้าน AI แต่ตรงนี้เราจะไม่ได้ประโยชน์มากเท่าที่ควร เพราะเป็นเพียงการให้เช่าพื้นที่ หาน้ำหาไฟให้ใช้เท่านั้น แม้การลงทุนจะเป็นเม็ดเงินที่สูงก็จริง แต่รายได้จากการจ้างงานคงไม่ได้เพิ่มมากนัก เพราะกระบวนการต่างๆ ใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก
อีกส่วนหนึ่งคือเราทำชิ้นส่วนที่มีความสำคัญในเรื่องของการพัฒนา AI แต่ยังเป็นต้นน้ำอยู่ ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ที่ใช้เก็บข้อมูลในดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งประเทศไทยสามารถทำฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ได้ดีมาตลอดในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ และถามว่าในช่วงถัดไปจะมีความต้องการ (ดีมานด์) อยู่หรือไม่ ก็ยังมีต่อไปยกเว้นสหรัฐจะมีการเก็บภาษีฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ ที่ประเทศไทยกำลังทำอยู่
⦁คนกลัวถูกเอไอแย่งงาน
ดร.ศุภวุฒิระบุว่า ปัจจุบันความกังวลที่คนจะถามกันมากๆ คือ กลัวว่าหาก AI ถูกใช้ในวงกว้างแล้วคนจะตกงาน ถือเป็นอีกด้านในระดับปลายน้ำแล้ว เป็นการตั้งคำถามถึงวิธีในการใช้งาน AI อย่างชาญฉลาด ซึ่งคำถามนี้อย่าว่าแต่ประเทศไทยเลย เพราะในต่างประเทศก็ยังไม่รู้ชัดเจนว่า AI สามารถใช้ประโยชน์ได้ดีมากเท่าใด ตอนนี้มีเพียงราคาหุ้นที่ปรับขึ้นเยอะ เพราะทุกคนคิดว่า AI จะเป็นคำตอบทุกอย่าง แต่ความจริงแล้วตลาดหุ้นบางครั้งก็ผิดได้เยอะมาก หากมองภาพในแง่ดีเกินไป
โดยเฉพาะหากมองว่าการเข้ามาของ AI จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาล กำไรเยอะแยะ แต่หลายครั้งตลาดหุ้นก็ผิดได้ เหมือนช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ที่เกิดภาวะ Dotcom Bubble หรือฟองสบู่ดอทคอม ในตลาดหุ้นที่เกิดจากการเก็งกำไรในธุรกิจดอทคอมหรือธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการมีดอทคอมเกิดขึ้นแล้วไม่มีประโยชน์ ถือว่ามีประโยชน์ แต่ไม่ได้ทำกำไรให้กับคนที่บุกเบิกขนาดนั้น และสำหรับประเทศไทยตอนนี้ คิดว่าเราก็อยู่ในช่วงนั้นเหมือนกัน กำลังพยายามจะเฟ้นหาเหมือนว่า AI จะให้มูลค่าได้มากน้อยเท่าใด
⦁ไทยติดกับดักปัญหาโครงสร้าง
ดร.ศุภวฒิให้ความเห็นว่า การเดินหน้าเตรียมพร้อมรับการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ต้องบอกว่าปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่แค่เรื่อง AI แต่ปัญหาของเราเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะคุณภาพการศึกษา ที่ยังไม่ได้มีการปรับปรุงระบบการศึกษา พัฒนาให้ทันโลกปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นอีกเรื่องที่มีขนาดใหญ่มาก เพราะการศึกษามีตั้งแต่ระดับประถม มัธยม ปริญญา และภาคอาชีวะต่างๆ
ซึ่งตอนนี้คนจะกลัวกันว่า หาก AI เข้ามาแล้วคนจะตกงานแค่นั้น แต่ความจริงเทคโนโลยี AI มีอยู่ 2 ส่วน ที่ทั้งวันนี้และในอนาคตก็ยังคิดว่าจะเป็นอย่างนี้อยู่ดีคือ 1.เอไอเป็นเหมือนลูกน้องที่ขยันมาก หากใช้งานเป็น สามารถทำงานได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยบ่นไม่เคยขอเงินเดือนขึ้น แต่ต้องใช้ให้เป็น เพราะหากไม่เป็นก็อาจพาออกทะเลได้ และ 2.อีกกลุ่มจะถูกเอไอเข้ามาแย่งงานที่สามารถทำแทนได้
แต่ก็จะมีคนอีกกลุ่มที่เอไอยังไม่สามารถทำงานทดแทนได้ อาทิ งานในภาคบริการ อย่างพนักงานต้อนรับระดับสูง พนักงานทำความสะอาดในโรงแรม การปูเตียง ครูผู้สอนกีฬามือโปรต่างๆ สิ่งเหล่านี้เอไอไม่มีทางทำได้แน่นอน ฉะนั้นหากเราสามารถย้ายงานไปทำในสิ่งที่ต้องการมีส่วนร่วมของความเอาใจใส่ส่วนบุคคลและการบริการ (high touch) ได้ ก็จะมีงานพวกนี้รองรับอยู่
⦁เทคโนโลยีเพิ่มความเหลื่อมล้ำ
ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า ภาพในระยะใกล้ๆ นี้ หากมีการนำ AI เข้ามาในชีวิตประจำวันหรือภาคธุรกิจอย่างแพร่หลาย มีผลกระทบในด้านความเหลื่อมล้ำ และปัญหาการตกงานเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะเทคโนโลยีเป็นตัวดิสรัปชั่นเสมอ อาทิ ย้อนไปเมื่อ 200 ปีที่ผ่านมามีคนทำเกือกม้าและเลี้ยงม้าเยอะแยะมาก จากนั้นก็ถูกรถยนต์เข้ามาดิสรัปต์
หรือย้อนไปก่อนหน้านี้มีการเดินทางทางเรือเป็นหลัก แต่ตอนนี้เครื่องบินก็เข้ามาดิสรัปต์เรียบร้อย ทำให้การดิสรัปชั่นจากเทคโนโลยี AI เกิดขึ้นแน่นอน แต่กรณีของ AI จะแบ่งเป็นผู้ที่ถูกกระทบ กับผู้ที่ไม่ถูกกระทบ เพราะเป็นกลุ่มที่พยายามเดินไปสู่อุตสาหกรรมหรือบริการที่ใช้ high touch เข้ามาเป็นเครื่องมือหลัก
“คนที่ใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มที่ เช่น นักวิเคราะห์ที่วิเคราะห์ทุกอย่างได้ดีขึ้น การประชุมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะประชุมเสร็จแล้วก็ให้ AI สรุปผลได้ทันที สิ่งพวกนี้สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เลย แต่คนกลุ่มนี้ก็จะโชคดีมากขึ้น หากเป็นคนที่มีการศึกษาดีอยู่แล้ว เงินเดือนดีอยู่แล้ว ก็จะยิ่งดีขึ้นไปใหญ่ ฉะนั้นจึงเห็นด้วยว่า พอ AI เข้ามาแล้วจะมีความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นจริงๆ สำหรับคนที่อยู่ในฐานะที่ใช้ประโยชน์กับ AI ได้ตรงเต็มที่ เทียบกับอีกกลุ่มที่ไม่สามารถทำได้” ศุภวุฒิกล่าว
ยกตัวอย่างการรักษาพยาบาล เมื่อมีเอไอเข้ามาแล้วจะขยายขอบเขตการรักษาออกไปได้อีกมาก มี AI เข้ามาช่วยในขั้นตอนต่างๆ เหมือนที่มีการพูดกันว่า AI จะอ่านค่าเอกซเรย์ปอดได้ดีกว่าคุณหมอที่เป็นคนอ่านเอง ทำให้อาชีพหมอมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่ถามว่าสุดท้ายก็ยังต้องมีหมอทำหน้าที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ดี
หรือในด้านการผลิตสินค้า ที่เอไออาจทำให้การผลิตสินค้าอะไรต่างๆ ทำได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และถูกกว่าเดิม
แต่ในบางอย่างก็ยังไม่สามารถทำได้ อาทิ การขึ้นเอ็นไม้เทนนิส ดังนั้นหากประเทศไทยพัฒนาเป็นปลายทางที่รองรับกลุ่มกีฬาเทนนิสได้ เพราะอากาศในไทยดี ไม่ใช่เมืองหนาว ที่ออกจากบ้านไม่ได้แบบ 4-5 เดือน พัฒนาเป็นศูนย์การบริการกีฬาระดับประเทศ
จะทำให้ประเทศเราได้ประโยชน์ในยุค AI แน่นอน
สำหรับงานสัมมนามติชนจะเกิดขึ้นวันที่ 22 ตุลาคมนี้ เป็นสัมมนาส่งท้ายปี หัวข้อ “Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียม” ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กทม.
ภายในงานได้ระดมกูรูด้านความเหลื่อมล้ำ-เท่าเทียม มาให้ความรู้ ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและเอไอ และผู้ที่คลุกคลีกับงานด้านสังคมและปัญญาประดิษฐ์มานั่งเสวนาร่วมกัน
โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งด้านความเหลื่อมล้ำและความเท่าเทียม ขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษ ตามด้วย กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการสัมภาษณ์พิเศษบนเวที ต่อด้วย เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน AI มาบรรยายพิเศษ
นอกจากนี้ยังมีวงเสวนา AI ตัวช่วย-ตัวฉุด เหลื่อมล้ำ จาก 4 วิทยากร ประกอบด้วย ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ ผศ.ดร.ราชศักดิ์ สมยานนทนากุล กรรมการและเลขานุการ สมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย
วิณัฐฏาภรณ์ ศิริโสม

