หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดลงทะเบียน...

เปิดลงทะเบียนร้านค้า คนละครึ่งพลัส 15 ต.ค.แนะไทยรับสงครามการค้า มะกัน-จีน เขย่าแรงห่วงโซ่อุปทานโลก

14.10.25 | 06:00 น.

เปิดลงทะเบียนร้านค้า คนละครึ่งพลัส ดีเดย์ 15 ต.ค.นี้  สมภพ แนะไทยรับศึกสงครามการค้า มะกัน-จีน เขย่าแรงห่วงโซ่อุปทานโลก

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขู่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศจีนอีก 100% ว่า หากมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นวงกว้างกว่าครั้งก่อนหน้าแน่นอน

เนื่องจากทางการจีนคงจะใช้นโยบายแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จะขึ้นภาษีตอบโต้ในอัตราใกล้เคียงกันอย่างแน่นอน เพราะจีนรู้ดีว่าไม่ได้เป็นฝ่ายเสียเปรียบในสงครามการค้านี้ จีนไม่ใช่ฝ่ายเสียเปรียบในเกมสงครามการค้าอีกต่อไป เนื่องจากปัจจุบันจีนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐมากเหมือนในอดีต ที่สำคัญการส่งออกของจีนไปทั่วโลกยังคงขยายตัว แม้ว่าการส่งออกไปสหรัฐจะติดลบ

ดังนั้น ทรัมป์ใช้มาตรการขึ้นภาษี 100% กับจีน จึงเปรียบเสมือนหยิกเล็บแล้วเจ็บเนื้อ เพราะกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้นสหรัฐ เป็นจุดเปราะบางที่สุดของเศรษฐกิจการเงินอเมริกา แต่ถ้าทรัมป์ยืนยันจะขึ้นภาษีจริง สินค้าจีนจะมีราคาแพงขึ้นเท่าตัวส่งผลให้ผู้บริโภคและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ในสหรัฐ ต้องใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากจีนเดือดร้อน

นายสมภพ กล่าวว่า ขณะเดียวกันจะทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงได้ยากขึ้น จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด (Fed) ตัดสินใจลดดอกเบี้ยได้ยากตามไปด้วย ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจทั่วโลกจะได้รับผลกระทบตามไปเช่นกัน รวมถึงไทยจะได้รับผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทานโลกปั่นป่วนตามไปด้วย อย่าคิดว่าไทยจะได้ประโยชน์จากสหรัฐขู่เก็บภาษีสินค้าจีน เพราะไทยยังพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีนมาก หากห่วงโซ่อุปทานโลกถูกรบกวน จะเกิดผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทยเช่นกัน จึงเสนอว่าไทยต้องเตรียมมาตรการรับมือจริงจัง

Advertisement

โดยเฉพาะระดับนโยบายการค้าและอุตสาหกรรม เพราะแนวโน้มความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนจะไม่ยุติลงง่ายๆ ไทยเป็นประเทศพึ่งพาการค้าและการส่งออกสูง จึงต้องคิดแนวทางใหม่กระจายความเสี่ยง หาตลาดใหม่ ปรับโครงสร้างห่วงโซ่การผลิต ใช้จุดแข็งของภูมิภาคให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรเตรียมแผนรับมือไว้หลายกรณี เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการเคลื่อนไหวของรัฐบาลทรัมป์ในภาคเศรษฐกิจ ล้วนมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยโดยตรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบโครงการคนละครึ่งพลัสกระตุ้นเศรษฐกิจดันจีดีพีไตรมาส 4 ให้ได้ร้อยละ 1 เงินจากคนละครึ่งพลัสไม่เกิน 44,000 ล้านบาท รวมกับเงินของประชาชนอีก 44,000 ล้านบาท รวมเป็น 88,000 ล้านบาท และยังมีเงินอุดหนุนบัตรสวัสดิการ รวมเป็นยอดนับแสนล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 20 ล้านคน ระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2568

โดยจะเปิดรับลงทะเบียนร้านค้า ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม-19 ธันวาคม หรือระยะเวลาตามที่กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนด เปิดรับลงทะเบียนประชาชนตั้งแต่วันที่ 20-26 ตุลาคม เวลา 06.00-22.00 น. ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม (เวลา 06.00-23.00 น.)สามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร หรือฟู้ดเดลิเวอรี่ได้ ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตังสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน-
31 ธันวาคม (เวลา 06.00-21.00 น.)