หน้าแรก เศรษฐกิจ ถอดบทเรียน 10...

ถอดบทเรียน 10 ปี ‘ภัตตาคารหงเปา’ ก้าวปี’69กดปุ่ม ‘ร้านอาหารประจำจังหวัด’

14.10.25 | 18:43 น.
ถอดบทเรียน 10 ปี ‘ภัตตาคารหงเปา’

เสียงสะท้อนในทิศทางเดียวกัน ถึงภาวะการใช้จ่ายและเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ซบเซา ผลจากเผชิญปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกประเทศ ลดทอนบรรยากาศและอารมณ์อยากออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน หรือพบปะสังสรรค์

ธุรกิจภาคบริการ อย่างร้านอาหาร จึงเป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจำนวนผู้เข้าใช้บริการและรายได้ชะลอตัวตามการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง บวกกับภาคการท่องเที่ยวโตต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งวงการอุตสาหกรรมร้านอาหารและเครื่องดื่ม ประเมินว่าปี 2568 ตลาดรวมน่าจะมีมูลค่าเหลือ 646,000 ล้านบาท โตจากปี 2567 แค่ 2.8% ต่ำกว่าที่คาดไว้เดิมโต 4.6% หรือมีมูลค่า 657,000 ล้านบาท เฉพาะธุรกิจร้านอาหารปี 2568 คาดมีมูลค่าตลาด 562,000 ล้านบาท และโต 3% สูงกว่าธุรกิจร้านเครื่องดื่ม ที่รวมร้านขายเบเกอรี่และไอศกรีม คาดมีมูลค่า 84,200 ล้านบาท และโตเพียง 1.9%

ที่น่าติดตามเดือนตุลาคม เริ่มเข้าไตรมาสสุดท้ายของปีแล้ว แต่ยังไม่มีกูรูด้านอาหารรายใดมองว่าธุรกิจภาคบริการจะฟื้นตัวได้เต็มที่ แม้อยู่ในช่วงไฮซีซั่นของการค้าขายโดยปกติของปี และกำลังก้าวเข้าเทศกาลฉลองปีใหม่ 2569

นพดล นฤตรรกกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท หงเปา อีวี จำกัด หนึ่งในผู้ก่อตั้งและบริหารภัตตาคารอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง “หงเปา” (Hong Bao)

ยอมรับว่าบรรยากาศโดยรวม เป็นสิ่งสำคัญกระตุ้นให้คนในครอบครัวนัดเจอและสังสรรค์กัน รวมถึงกลุ่มเพื่อน กลุ่มที่ทำงานเดียวกัน รวมถึงความเชื่อมั่นในทุกมิติ เป็นแรงผลักให้คนยอมใช้จ่ายแม้ไม่เท่าเดิม ก็ไม่ลดลง แต่ทุกวันสถานการณ์การค้าของร้านอาหารหรือภัตตาคารไม่ได้ดีขึ้น มาตั้งแต่ปลายปีก่อน ไม่แค่คนในประเทศลดใช้จ่าย แต่จำนวนนักท่องเที่ยวก็วูบหายไปมาก จนกิจการด้านขายอาหารยอดขายโดยเฉลี่ย หายไปกว่า 15-20% บวกกับแบกภาระต้นทุนด้านต่างๆ คงอยู่ในอัตราเท่าเดิม หลายกิจการเลือกประคองตัวด้วยการลดต้นทุน ค่าโสหุ้ย ถึงขั้นลดพนักงาน

Advertisement

“หากมาตรการหรือโครงการของรัฐบาลใหม่ไม่ออกได้ทันปลายปีและไม่เปรี้ยงพอ สถานการณ์การค้าจะแย่หนักยิ่งขึ้น” นพดลกล่าว

ก่อนเล่าถึงการปรับตัวของภัตตาคารหงเปา “นพดล” ย้อนหลังให้ฟังว่า หงเปา (Hong Bao) มาจากภาษาจีนที่แปลว่า “ซองแดง” เป็นชื่อมงคลที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีคือ อั่งเปา เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีและความสุข ก่อตั้งเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2559 ด้วยทุนจดทะเบียนกว่า 196 ล้านบาท เข้าปีที่ 10 มี 13 สาขา ได้แก่ สาขาเซ็นทรัลเอ็มบาสซี, สาขาเอ็มโพเรียม สาขาไอคอนสยาม, สาขาเมกาบางนา, สาขาเนอวานาพอร์ช, สาขาสิงห์คอมเพล็กซ์ สุขุมวิท 39, สาขาเดอะคริสตัลพาร์ค (เอกมัย-รามอินทรา), สาขาเดอะเรสแอเรียประชาชื่น, สาขาเดอะคริสตัลเอสบีราชพฤกษ์, สาขาพาราไดซ์พาร์ค, สาขาปั๊มน้ำมันบางจากแจ้งวัฒนะ และสาขาคิงสแควร์ กับ 1 สาขาที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งแม้มีเหตุการณ์ชายแดนแต่สาขาที่กัมพูชาก็ยังเปิดบริการ ด้วยเป็นระบบแฟรนไชส์บริการโดยคนท้องถิ่น โดยมีรายได้ต่อปี 600-700 ล้านบาท

หงเปา ชูจุดขายโดดเด่นด้วยเมนูอาหารจีน ที่ใช้ทีมเชฟจากประเทศจีนโดยตรง ทุกสาขาตกแต่งสวยงามสื่อถึงวัฒนธรรมจีนสมัยใหม่ การบริการชั้นเลิศ และราคาสมเหตุสมผล ทุกเมนูเน้นวัตถุดิบคุณภาพและสดใหม่ตามฤดูกาล เมนูทำสดๆ อย่าง “ติ่มซำ” เป็นเมนูยอดนิยมที่ลูกค้าชื่นชอบ

เส้นทางทางธุรกิจตลอด 10 ปีที่ผ่านมาของหงเปา อีวี ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ย้อนกลับไปปี 2564 บริษัทต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่จากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบกับบริษัทอย่างหนัก ลูกค้าไม่สามารถเข้ามารับประทานอาหารที่ร้านได้ ส่งผลกระทบต่อรายได้และยังสร้างความท้าทายในหลายด้าน ทั้งการเงิน การบริหารบุคลากร และการดำเนินงานโดยรวม แต่ยังยืนหยัดรักษาธุรกิจ จึงขอสินเชื่อกับธนาคารโดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันเต็มวงเงิน ควบคู่กับการปรับตัวตลอดเวลา ด้วยความมุ่งมั่นบวกพันธมิตรทางการเงินทำให้ธุรกิจฟื้นและเติบโตหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

เมื่อธุรกิจหน้าร้านดีขึ้น ก็กลับมาดูหลังร้าน พบว่าครัวกลางเดิมไม่น่าจะรองรับกำลังผลิตได้เพียงพอ กับเป้าหมายใหม่จะเร่งการขยายสาขาทั้งรูปแบบลงทุนเอง และขายแฟรนไชส์ จึงลงทุนอีก 60 ล้านบาทขยายพื้นที่ครัวกลางกว่า 2,000 ตารางเมตร เพื่อขยายกำลังผลิต “ติ่มซำ” อีกเท่าตัว ที่มีให้เลือกหลายร้อยรายการ พัฒนาเมนูและแตกไลน์ธุรกิจในอนาคต พร้อมกับลดปัญหาความแออัดและล่วงเวลาการทำงานของเชฟผู้ปรุงอาหาร พร้อมให้ความมั่นใจต่อการจัดส่งไปสาขาทั่วประเทศ ที่มีแผนจะขยายสาขาและขายแฟรนไชส์ครั้งใหญ่ เริ่มในปี 2569 ไม่แค่จังหวัดใหญ่ แต่จะเข้าเจาะเมืองรอง ซึ่งจังหวัดเป้าหมาย อาทิ ขอนแก่น เชียงใหม่ ภูเก็ต รวมถึงการเปิดในต่างประเทศ ซึ่งกำลังสำรวจตลาดในประเทศมาเลเซีย ไต้หวัน และยังได้รับการติดต่อจากนักลงทุนในสหรัฐ ตะวันออก และยุโรปด้วย

“เราเชื่อว่าเศรษฐกิจและกำลังซื้อไม่น่าจะต่ำลงไปกว่านี้ เพียงพอเวลาฟื้นตัว ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อม ปีก่อนเราได้ลงทุนขยายกำลังผลิตของครัวกลาง และตั้งแต่ปีหน้า 2569 มีแผนจะขยายสาขาแบบแฟรนไชส์ไปทั่วประเทศในไทยและต่างประเทศ วันนี้หงเปาติดหนึ่งในสามในตลาดร้านอาหารจีน และเราเชื่อว่าธุรกิจร้านอาหารจีนยังอยู่รอดได้ต่อเนื่อง เป็นธุรกิจที่ทำกินกันได้ยาวๆ ความเด่นของร้านอาหารจีน เสมือนการทานข้าวกันในครอบครัว ตั้งแต่อาม่า พ่อแม่ ลูก หลาน เป็นศูนย์รวมของทุกเพศทุกวัย ผมถึงเชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้น ต่างชาติมาเที่ยวไทยเพิ่ม ร้านอาหารจีนก็จะคึกคักไปพร้อมกัน ผมจึงตั้งใจว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ชื่อหงเปาจะอยู่ในใจผู้บริโภค เมื่อนึกถึงภัตตาคารหรืออาหารจีนต้องมาที่เรา และผมต้องการขยายไปทั่วประเทศ เมืองรองเป็นเป้าหมาย อย่างน้อยจังหวัดละ 1 สาขา วิชั่นผมคือ ร้านอาหารประจำจังหวัด ต้องมีชื่อหงเปาด้วย”

เมื่อถามนพดลว่าภัตตาคารหงเปาเปิดมาแล้ว 10 ปี อะไรจะเป็น “บทเรียน” ของเส้นทางการทำธุรกิจในอนาคต นพดลก็เล่าว่า “ผลกระทบจากโควิด ทำให้เรารู้ว่าพาร์ตเนอร์และพันธมิตรทางธุรกิจควรเลือกอย่างไร โดยเฉพาะการเลือกสถานที่เปิดสาขา วันนี้เราปรับมุมมองการเปิดสาขาไม่จำเป็นต้องเปิดในศูนย์การค้าหรือห้างใหญ่ๆ เท่านั้น แต่การออกมาเช่าพื้นที่ในโครงการชานเมืองและคอมมูนิตี้ ไม่ด้อยกว่า เพราะเมื่อเกิดปัญหาเขาจะไถ่ถาม ผ่อนปรน และช่วยเหลือได้มากกว่า ซึ่งการเลือกสถานที่ตั้ง ต้องมองยาวๆ ถือเป็นหนึ่งเรื่องสำคัญมากในวันนี้”

เพราะภัตตาคารแห่งหนึ่งใช้เงินลงทุน 20-25 ล้านบาท และใช้เวลาคืนทุน 3-4 ปี