จากปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัททางด้าน AI Data Technology ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชน ถึงการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุคดิจิทัลด้วย AI ว่า AI เปรียบเหมือนสมองกลผู้ชาญฉลาด ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านบริหารจัดการกระบวนการทำงานให้สะดวกรวดเร็วขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนด้านการผลิต และยังทำให้เกิดอัตราเร่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในแบบ Economy of Speed
จากผลการศึกษาของสถาบันสแตนฟอร์ด เพื่อปัญญาประดิษฐ์ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา (Standford University: Human-Centered Artificial Intelligence) ระบุว่า ในปี 2567 ภาคเอกชนทั่วโลกได้มีการลงทุนพัฒนา AI มีมูลค่า 252,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.18 ล้านล้านบาท)เพิ่มขึ้นมากกว่า 13 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2557 เกือบครึ่งของมูลค่าลงทุนดังกล่าว หรือจำนวน 109,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยประเทศจีน และอังกฤษ
และจากการสำรวจภาคธุรกิจที่นำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิตและการทำงานพบว่า 49% ภาคธุรกิจนำมาใช้ในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต 43% นำมาใช้ในเรื่องของการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และผลของการนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิตพบว่าสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 10% และสามารถที่จะเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ได้เพิ่มขึ้น 5-10% เมื่อนำ AI มาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลด้านการตลาด การขาย และงานบริการ
•สมองกล ‘AI’ หัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ผศ.ดร.รุ่งโรจน์เล่าถึงการพัฒนาและการทำงานของ AI ในฐานะหัวหน้าทีมพัฒนาว่า AI เป็นเหมือนสมองกลที่ถูกออกแบบมาให้มีความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนา AI เพื่อมาใช้ในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจากเครื่องมือ Social Listening ของบริษัท AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาก็จะมีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูลตามโจทย์ที่ผู้พัฒนาใส่เข้าไป ทำให้การทำงานกับข้อมูลขนาดใหญ่สามารถบริหารจัดการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น เมื่อเทียบกับการจัดเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในอดีต
“ข้อมูลที่เข้ามาที่บริษัทในแต่ละวันมีปริมาณหลายล้านข้อความ เราทำการประมวลผลและคัดกรองข้อมูลเหล่านี้โดยใช้ AI เพื่อส่งข้อมูลให้ลูกค้า ถ้าเทียบกับอดีตที่ยังไม่มี AI เราคงต้องใช้คนจำนวนมากเพื่อทำงานนี้ และใช้เวลามากในการทำงาน แต่พอนำ AI มาใช้เราสามารถบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เข้ามาได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
ในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็เช่นกัน การพัฒนาสมองกล AI มาใช้ในกระบวนการผลิตจะทำให้ระบบการทำงานที่ต้องใช้คนทำงานซ้ำๆ มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีอัตราความผิดพลาดต่ำลง เช่น การพัฒนา AI มาช่วยคัดกรองคัดข้อบกพร่องต่างๆ (Defect) เช่น การแยกสี ขนาด หรือการคัดกรองสินค้า โดยมีความแม่นยำที่ 99.99% ซึ่ง AI ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และคงความแม่นยำได้ตลอดเวลา แต่ถ้าใช้คนความแม่นยำจะลดลงเมื่อคนเหนื่อยล้า การใช้ AI ทำให้สินค้ามีคุณภาพมากขึ้น ลดความผิดพลาดจากการทำงานของคน ทำให้องค์กรสามารถพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรให้ไปทำงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและความชำนาญมากขึ้น และทำให้บุคลากรสามารถใช้เวลาไปกับการพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้เพิ่มขึ้น” ผศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าว
ผศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าวว่า AI ในอดีตคนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจและจับต้องยาก แต่การมาของ ChatGPT เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาทำให้คนเริ่มเข้าใจ AI มากขึ้น และทำให้ AI มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ทั้งในภาคอุตสาหกรรม การเงิน เกษตรกรรม และการบริการ การประยุกต์ใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ช่วยให้ภาครัฐและเอกชนสามารถตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ขณะที่ระบบหรือหุ่นยนต์อัจฉริยะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานและลดความผิดพลาด นอกจากนี้ AI ยังเปิดทางให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เทคโนโลยี Fin Tech, Health Tech และ Smart City ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทำให้ภาคธุรกิจสามารถพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กับลูกค้าได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มความเร็วในการทำธุรกิจ ผมมองว่า AI เป็นตัวเข้ามาสร้างความเร็วในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Economy of Speed)
•รัฐต้องสร้างองค์ความรู้-ลงทุน
ผศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านเทคโนโลยี AI และพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของข้อมูล เพราะข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ บริษัทมีลูกค้าที่มาใช้บริการมากกว่า 100 บริษัท ทั้งภาครัฐและเอกชน ใน 30 กลุ่มอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทเห็นการพัฒนาของภาคธุรกิจไทยว่า ในปัจจุบันธุรกิจไทยมีความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีและสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ แต่การที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ตัวบริษัทเอกชนเท่านั้น แต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐด้วย
วันก่อนผมได้ไปเป็นวิทยากรและกรรมการในงาน Coding Thailand 2025: AI-Driven Future ที่จัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ได้พบเด็กไทยระดับประถมและมัธยมหลายคนมีไอเดียที่ดี รวมถึงมีศักยภาพในการพัฒนา AI และซอฟต์แวร์ที่ดี แต่อาจจะยังไม่ได้รับการสนับสนุนให้เติบโต ถ้ามีคนมาช่วยสนับสนุนเด็กไทยได้ต่อยอดไอเดียดีๆ เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือภาคเอกชนก็ตาม ก็จะเป็นการสร้างกำลังคนดิจิทัลและเป็นกลไกขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเติบโตในการใช้ AI และซอฟต์แวร์มาพัฒนาองคาพยพของทุกภาคส่วนของประเทศไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ในปัจจุบันบริษัทเรามีการพัฒนา AI และซอฟต์แวร์เพื่อสนับสนุนและตอบโจทย์การทำงานของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐหลากหลายมิติของแต่ละภาคส่วนที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่าง การพัฒนา AI ของเราให้เชี่ยวชาญในเรื่องการคัดกรอง หรือวิเคราะห์ความหมายของข้อความ เพื่อจัดหมวดหมู่ว่าเป็นข้อความประเภทใด หรือวิเคราะห์ว่าเป็นความหมายเชิงบวก เชิงลบ เพื่อนำมาใช้ในเรื่องการจัดการภาวะวิกฤต (Crisis Management) โดยวิเคราะห์ถึงผลกระทบกับบริษัทลูกค้าให้รวดเร็วขึ้นในแบบเรียลไทม์ รวมถึงเรายังพัฒนาระบบอัจฉริยะให้มีความเชี่ยวชาญ และตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการค้นหาข้อมูลเชิงลึก (Deep Search) และวิเคราะห์ข้อมูลทั้งข้อความและรูปภาพจากเว็บไซต์ปกติ โซเชียลมีเดีย รวมถึงดาร์กเว็บ
ทั้งนี้ เรามองเห็นโอกาส เราจึงพัฒนา “Real Vision” แพลตฟอร์มอัจฉริยะ (AI-driven Intelligence Platform) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลแบบครบวงจร ออกแบบมาเพื่อองค์กรที่ต้องการใช้ AI ในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร โดยถูกออกแบบมาเพื่อเจาะตลาดองค์กรโดยเฉพาะ โดยมีจุดแข็งในการเป็น Solution ที่ยืดหยุ่น สามารถเชื่อมต่อกับ AI ของตัวเองหรือของลูกค้า และสามารถเชื่อมต่อกับ Generative AI ได้ทุกค่าย เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ ทำให้เราเป็นบริษัทที่สามารถตอบโจทย์ และมีความสามารถในการแข่งขันในการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ได้
“ผมมองว่าการพัฒนา AI ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้พัฒนาระบบ AI เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา แต่หัวใจสำคัญของการพัฒนา AI อยู่ที่ผู้ที่เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ที่ผมต้องทำโมเดล AI ด้านภูมิอากาศจากภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อพยากรณ์อากาศ การพัฒนา AI ต้องทำงานร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจข้อมูลทางเทคนิคจากภาพถ่ายจากดาวเทียม หรือเรดาร์ รวมถึงรายละเอียดของเนื้องานทางด้านภูมิอากาศทั้งหมด ถึงจะสามารถพัฒนา AI ที่เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศได้ ส่วนตัวผมมองว่าผู้พัฒนา AI และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านต้องทำงานร่วมกันถึงจะสามารถพัฒนา AI ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสิทธิภาพในแต่ละด้านได้
“สุดท้ายการพัฒนาและการนำ AI มาประยุกต์ใช้งานในองค์กรจะเป็นส่วนสำคัญ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่มีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นได้” ผศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าว

