หน้าแรก เศรษฐกิจ หอการค้า ชี้ศ...

หอการค้า ชี้ศก.ไทยได้แรงหนุน คนละครึ่ง พลัส ดันจีดีพีโต 2% ให้โจทย์รัฐแก้ภาพโตต่ำสุดในอาเซียน

16.10.25 | 15:22 น.

หอการค้า ชี้ศก.ไทยได้แรงหนุน คนละครึ่ง พลัส ดันจีดีพีโต 2% ให้โจทย์รัฐแก้ภาพโตต่ำสุดในอาเซียน

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงถัดไป หลังจากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ที่กำหนดไว้ภายในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง พลัส และมาตรการเติมเงินให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ซึ่งใช้งบประมาณรวม 67,180 ล้านบาท คาดว่าจะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ประมาณ 0.44% สนับสนุนให้จีดีพีปี 2568 ขยายตัวได้ 2% และสูงสุด 2.5% ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ 2% มากกว่า เพราะประเมินผลจากโครงการคนละครึ่ง พลัส กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ที่อยู่ในระบบภาษีและผู้ที่ไม่อยู่ในระบบภาษีจำนวน 20 ล้านคน มูลค่างบประมาณ 44,400 ล้านบาท คาดว่าจะมีผลต่อจีดีพีที่ 0.32% ขณะที่มาตรการเติมเงินให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จำนวน 13.4 ล้านคน ใช้งบประมาณ 22,780 ล้านบาท คาดว่าจะกระตุ้นจีดีพีได้ 0.12%

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ในมุมมองผู้ประกอบการคาดว่าจะเข้าร่วมเป็นร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง พลัส โดยจำนวน 58.4% ตอบว่าจะเข้าร่วมโครงการ เพราะทำให้ขายได้มากขึ้น อีก 22.4% ตอบว่าไม่เข้าร่วมโครงการ เพราะกังวลเรื่องภาษี กังวลว่าเงินจะไม่เข้าจากระบบมีปัญหา และกระบวนการเข้าร่วมโครงการยุ่งยาก ส่วนอีก 19.2% ยังไม่แน่ใจจะเข้าร่วมหรือไม่ โดยผู้ประกอบการคิดว่ามาตรการคนละครึ่ง พลัส รู้สึกว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ระดับปานกลางถึงมากที่สุด ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจปี 2568 เทียบกับปีก่อนผู้ประกอบการ 59.1% รู้สึกว่ายังเหมือนเดิม

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการ 32.2% คาดหวังปานกลาง และ 30.5% คาดหวังมากต่อโครงการคนละครึ่ง พลัส ของรัฐบาลใหม่ในการช่วยฟื้นฟูและช่วยกระตุ้นยอดขายของธุรกิจ ขณะที่ 17% คาดหวังน้อย และอีก 10.3% ไม่คาดหวังเลย เพราะเป็นโครงการระยะสั้นและชั่วคราว รวมถึงมองว่าโครงการนี้เหมาะกับธุรกิจค้าปลีก และร้านค้าขนาดเล็กเป็นหลัก โดยธุรกิจอื่น อาทิ ธุรกิจรถยนต์ และร้านบริการเฉพาะทางไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง รวมถึงวงเงินน้อย ตอบโจทย์คนบางกลุ่มเท่านั้น โดยการใช้จ่ายในโครงการ คาดว่าจาก 2,000-2,400 บาทต่อคน เฉลี่ยคนจะใช้จ่ายเต็มจำนวนที่ 400 บาทต่อวัน หากใช้ 10-12 วันเงินจะหมดแล้ว ทำให้เดือนพฤศจิกายนนี้ การใช้จ่ายจะคึกคัก โดยเฉพาะวันลอยกระทง

Advertisement

“จากที่เห็นโจทย์ของรัฐบาลก่อน เศรษฐกิจมีความจำเป็นที่ต้องมีการกระตุ้นเร่งด่วน เนื่องจากภาพลักษณ์ของประเทศไทยในขณะนี้คือประเทศที่มีการเติบโตต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียน สอดคล้องกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ที่ 2% รวมถึงหลายสำนักวิจัยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ที่ 2-2.5% เช่นกัน ประเด็นสำคัญในปี 2569 ไอเอ็มเอฟมองว่าเศรษฐกิจไทยจะโตอยู่ที่ 1.6% รวมถึงหลายสำนักวิจัยเริ่มมีมุมมองไม่ได้บวกมากในเศรษฐกิจปี 2569 หรืออาจจะโตต่ำกว่าในปีนี้ ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่ยังไม่ได้ข้อตกลงเรื่องระดับภาษีที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บ 100%” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ประเด็นแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีความสำคัญมากเพราะไตรมาส 4/2568 จะเป็นตัวกระตุกเศรษฐกิจให้พลิกฟื้นและมีโมเมนตัม ในการฟื้นเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1-2/2569 ซึ่งจะคาบเกี่ยวกับการเมืองโดยเฉพาะจะมีการประกาศยุบสภา โดยรัฐบาลมีการแถลงต่อสภาว่าจะมีการยุบสภาในเดือนมกราคม 2569 แต่อาจมีกระบวนการที่ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีมุมมองว่าจะมีการยุบสภาในเดือนมีนาคมนี้ ทำให้ในส่วนนี้มีผลต่อเศรษฐกิจ เพราะการส่งผ่านเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/2568 ไปไตรมาสที่ 1/2569 จะสำคัญ

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ในช่วงเวลาจากนี้จนถึงเดือนมีนาคม 2569 รัฐบาลจะมีอำนาจเต็มในระยะเวลาแค่ไหน จากการประกาศนโยบายรัฐบาล 5 เสาหลักนโยบายเศรษฐกิจ ได้แก่ 1.เน้นสร้างรายได้ลดรายจ่าย 2.แก้ปัญหาหนี้สินสภาพคล่อง 3.เพิ่มโอกาสออมประชาชนรายย่อย 4.ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว และ 5.ผลกระทบสงครามการค้า ทำให้การส่งผ่านนโยบายเศรษฐกิจ จะสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โตเกินกว่าปีนี้ที่ 2% ถือเป็นรอยต่อที่สำคัญกับเศรษฐกิจไทย