จับตา ‘รัฐบาลหนู’ ผ่าทางตัน เดินหน้าไฮสปีด เมืองการบินอู่ตะเภา 5 แสนล้าน
ยังเป็นที่จับจ้อง สองเมกะโปรเจ็กต์อีอีซี ทั้ง รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ที่ปิดดีลเซ็นสัญญาสัมปทานโครงการมา 5-6 ปี แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ฤกษ์ลงเสาเข็มงานก่อสร้าง สุดท้ายโครงการจะไปต่ออย่างไรภายใต้รัฐบาล“อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ถือว่าเป็นรัฐบาลสายบู๊ ว่ากันว่าน่าจะทำให้ 2 โครงการนี้มีความชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมได้ไม่มากก็น้อยภายใน 4 เดือนนี้
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ผู้บริหารสกพอ.เข้าพบนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ดอีอีซี ชุดใหม่ เพื่อรายงานความคืบหน้าการดำเนินการต่างๆที่ผ่านมา
ส่วนใหญ่เป็นการผลักดันโครงการหรือเรื่องที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จในรัฐบาลชุดที่แล้วให้มีการสานต่อในรัฐบาลชุดนี้ เช่น สิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่มาลงทุนในอีอีซี การประกาศเขตส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมอีก 5 แห่ง รวมถึงการเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ระยะทาง 220 กม. วงเงิน 224,544 ล้านบาทและโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภและเมืองการบินภาคตะวันออก วงเิน 290,000 ล้านบาท ซึ่งทุกเรื่องผ่านการอนุมัติจากบอร์ดอีอีซีแล้ว รอเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติ แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่จึงต้องรายงานให้ประธานบอร์ดอีอีซีคนใหม่รับทราบ ส่วนโครงการจะเดินหน้าอย่างไรต่อไปขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายนโยบาย
“รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินและเมืองการบินอู่ตะเภา ที่ยังมีปัญหาอุปสรรค เรื่องการแก้ไขสัญญา ทางรองนายกรัฐมนตรี ให้เร่งแก้ปัญหาให้จบ เพราะล่าช้ามานานมากแล้ว ส่วนวิธีการให้การรถไฟแห่งประเทศไทย อีอีซีและเอกชนคู่สัญญาหารือรายละเอียดร่วมกันอีกครั้ง เพื่อให้โครงการเดินหน้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพราะเวลาอีอีซีโรดโชว์ต่างประเทศ สิ่งแรกที่นักลงทุนสอบถามคือ รถไฟความเร็วสูงและเมืองการบิน จะสร้างเสร็จเมื่อไหร่ ถ้าทั้ง 2 โครงการเดินหน้าต่อไม่ได้ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน”แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวว่า อย่างไรก็ตามเอกชนทั้งสองโครงการ ยืนยันยังจะเดินหน้าโครงการ โดยบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (ซี.พี.)ผู้รับสัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน รอการอนุมัติร่างสัญญาร่วมทุนที่ปรับแก้เงื่อนไขใหม่ ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน หลังเกิดวิกฤตโควิด ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัย ทำให้หาแหล่งเงินทุนไม่ได้ เช่น ปรับวิธีการจ่ายเงินร่วมลงทุนเป็นสร้างไปจ่ายไป โดยเอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่มจากสัญญาเดิม รวมเป็นเงิน 160,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหนังสือค้ำประกันค่างานโยธา 125,932 ล้านบาท งานระบบ 14,813 ล้านบาท และเดินรถ 748 ล้านบาท การชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ โดยเอกชนแบ่งชำระค่าสิทธิ 10,671.09 ล้านบาท เป็น 7 งวด เป็นรายปี ซึ่งเอกชนต้องวางหนังสือค้ำประกันในมูลค่าเท่ากับค่าสิทธิแอร์พอร์ตเรลลิงก์ เป็นต้น
“การที่ให้ซี.พี.วางเงินหลักประกันเพิ่ม ถ้าหากซี.พี.ทิ้งงานการรถไฟฯจะสามารถยึดเงินหลักประกันได้ แต่มีความเห็นของทางสำนักงานอัยการสูงสุดว่าควรจะต้องหักเงินในทุกๆกรณี แต่แบงก์คงรับไม่ได้ในกรณีนี้ เพราะเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ตลอด จะต้องชี้แจงสำนักงานอัยการสูงสุดให้เข้าใจ รวมถึงประเด็นเรื่องการหารายได้จากการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ด้วย เราสามารถชี้แจงได้หมด”แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวว่า ส่วนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 6,500 ไร่ ทางบริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ผู้รับสัมปทานได้ขอแก้ไขสัญญาร่วมทุนเช่นกัน หลังสถานการณ์เปลี่ยนไปจากที่ทำการศึกษาโครงการไว้เมื่อปี 2560 ไม่ว่าการท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนเดิม จำนวนผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภา 60 ล้านคนต่อปี อาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะถึงเป้าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงภาครัฐมีนโยบายขยายสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองด้วย
“เอกชนขอแบ่งการพัฒนาเป็นเฟสๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการ โดยเฟสแรกจากเดิมรองรับได้ 12 ล้านคนต่อปี จะเริ่มต้นที่ 3 ล้านคนต่อปี หลังผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ถึงจะขยายเพิ่มจนถึงเป้า 60 ล้านคนต่อปี ยังไม่รู้ว่าจะเป็นปีไหน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ”แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวว่า ส่วนการพัฒนาเมืองการบินมีเนื้อที่ 1,200 ไร่ ทางเอกชนจะมีกิจกรรมเพิ่ม เพื่อสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว เช่น สนามแข่งขันฟอร์มูล่าวัน ลานจอดไพรเวทเจ็ท (เครื่องบินส่วนตัว) และยังมีการเปิดสถานบริการได้ 24 ชั่วโมง
“การขยายสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน จะเดินหน้าการก่อสร้างรอรถไฟความเร็วสูง ซึ่งตามสัญญากลุ่มบีทีเอสจะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี ส่วนการเริ่มนับหนึ่งสัญญาสัมปทาน 47 ปีนั้นจะเริ่มต่อเมื่อรถไฟความเร็วสูงเปิดให้บริการ ไม่ว่าอย่างไรทั้งสองโครงการก็ต้องไปด้วยกัน ถึงจะเกิดประโยชน์”แหล่งข่าวกล่าว

