หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.อ.ท.ชี้คนละ...

ส.อ.ท.ชี้คนละครึ่งพลัส ช่วยธุรกิจสร้างรายได้ช่วงเศรษฐกิจตึงเครียด

18.10.25 | 15:56 น.

ส.อ.ท.ชี้คนละครึ่งพลัสช่วยธุรกิจสร้างรายได้ช่วงเศรษฐกิจตึงเครียด

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงโครงการ คนละครึ่งพลัส ที่เปิดลงทะเบียนร้านค้า ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา และจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ว่า มาตรการดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน และช่วยกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปีอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึง ทำให้ตลาดเกิดการหมุนเวียนของเงินมากขึ้น ร้านค้าระดับชุมชนและรากหญ้าก็จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการใช้จ่ายที่ขยายตัว

การกลับมาของโครงการคนละครึ่งในรูปแบบใหม่ เชื่อว่าจะเป็นการจะช่วยบรรเทาความตึงตัวของภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งจากภาษีที่ทยอยปรับเพิ่ม และภาวะต้นทุนสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและการใช้จ่ายในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายเม็ดเงินไปสู่ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าหาบเร่แผงลอย และร้านค้าชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้การหมุนเวียนของเม็ดเงินเป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว และเป็นการสร้างโอกาส ให้ภาคการค้าและบริการ มองเห็นแนวทางในการสร้างรายได้ได้มากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังคงมีความตึงเครียด

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะผลักดัน มาตรการลดภาษีเที่ยวเมืองรอง และการเร่งรัดให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจจัดสัมมนาภายในประเทศภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อผลักดันเม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มองว่าเป็นการกระตุ้นให้เกิดการจัดสัมมนาในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในเมืองรอง จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งถือเป็นไอเดียที่ดีในการเปิดเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ และช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเมืองหลัก

อย่างไรก็ตาม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากขึ้น ขอเสนอว่า ภาครัฐควรส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ ใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand – MIT) ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศมากที่สุด

Advertisement

การท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนกว่า 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หากสามารถเปิดเครื่องยนต์ภาคการท่องเที่ยวได้เต็มที่ โดยเฉพาะผ่านมาตรการภาครัฐที่เร่งรัดให้หน่วยงานจัดสัมมนานอกพื้นที่ จะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเงินตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงระดับชุมชน เพราะถือเป็นการปลุกตลาดให้กลับมามีชีวิตชีวาได้เร็วขึ้น และเมื่อรวมกับมาตรการคนละครึ่งพลัส ก็จะยิ่งช่วยกระจายรายได้ไปยังร้านค้าชุมชนทั่วประเทศ เป็นแรงหนุนสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น