ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กำลังเดินหน้าตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2566-2570 โดยมีแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมการบริหารงานในทุกมิติ และใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานในแผนปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
“ใบน้อย สุวรรณชาตรี” เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงภารกิจท้าทายภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งสงครามการค้าเทรนด์การบริโภค และสภาพภูมิอากาศที่ สอน.วางเป้าหมายให้ไทยตัดอ้อยสด 100%
อุตฯอ้อย-น้ำตาลเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เลขาฯใบน้อยให้ข้อมูลว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2566-2570 กำหนดไว้ 3 ยุทธศาสตร์หลักที่สำคัญของ สอน. ประกอบด้วย
1.อุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาลทราย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1.1 ส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงานคน การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรนำมาใช้ในการทดแทนแรงงานคน รวมถึงการวิจัยและพัฒนาต้นแบบเครื่องจักรกลใหม่ที่มีต้นทุนราคาถูก และเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
1.2 ส่งเสริมการผลิตอ้อย น้ำตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่องตามมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม การกำหนดนโยบาย รวมถึงมาตรการในการจูงใจด้วยสิทธิประโยชน์และการพัฒนากระบวนการผลิต เพื่อเป็นแนวทางให้กระบวนการผลิตตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานสอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
1.3 ส่งเสริมระบบนิเวศ (Ecosystem) อุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การวางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่เกษตรให้เหมาะสมกับแต่ละชนิดพืชปลูก โดยส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกอ้อยที่เหมาะสมไปสู่การใช้ประโยชน์ในแนวทางอื่น การบริหารจัดการรถบรรทุกนำอ้อยเข้าหีบ และบริหารจัดการใช้สารเคมีในภาคการผลิตอ้อยอย่างถูกต้องและเหมาะสม สอดคล้องทั้งระบบนิเวศการผลิตอ้อย
1.4 ส่งเสริมการนำระบบสารสนเทศใช้บริหารจัดการคุณภาพการผลิตอ้อยและน้ำตาลทราย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้มีการนำระบบภูมิสารสนเทศมาใช้เพื่อการตรวจติดตามและการแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุ อาทิ การลักลอบเผาอ้อย รวมทั้งยกระดับการผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายรวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยการใช้เทคโนโลยีเพื่อผลักดันให้โรงงานน้ำตาลเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว
มุ่งแนวทางBCG-ใช้ประโยชน์ใบอ้อย
เลขาฯใบน้อยระบุ 2.อุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทราย เติบโตตามแนวทาง BCG ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1.1 เพิ่มผลิตภาพการผลิตอ้อย น้ำตาลทราย และอุตสาหกรรม
ต่อเนื่อง (Productivity) การผลักดันให้เกิดเกษตรแปลงใหญ่ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะควบคู่กับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และยกดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวไร่อ้อยและผู้ประกอบการ โดยการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลิตภาพการผลิต
1.2 ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร การประสานความร่วมมือภาครัฐ เอกชนและสถาบันการศึกษา โรงงานน้ำตาล และชาวไร่อ้อย ในการศึกษา วิจัย มอบนโยบายและกระตุ้นการเติบโตของตลาด รวมถึงส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการรับซื้อใบและยอดอ้อย และการผลักดันให้เกิดการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
1.3 สร้างมูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมชีวภาพ การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพจากอ้อยและน้ำตาลทราย รวมถึงผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลทรายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์ และผลักดันสู่การจับคู่ทางธุรกิจ การพัฒนาโมเดลทางธุรกิจ และการ
ผลักดันให้มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชีวภาพในเชิงพาณิชย์ รวมถึงการ
กระตุ้นตลาดทั้งด้านของผู้ผลิตและผู้บริโภค
โครงสร้างอุตฯเป็นธรรมทุกฝ่าย
3.ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ อุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทราย รองรับการเปลี่ยนแปลงประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1.1 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้รับบริการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระบบอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง มุ่งเน้นส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย การกระตุ้นให้ดำเนินการตามมาตรฐานการผลิตในทุกขั้นตอน รวมถึงการพัฒนากระบวนการเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในทุกมิติ
1.2 ส่งเสริมการผลิตอ้อย น้ำตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ตามมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม ดำเนินการให้บริการแบบ One Stop Service และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการตรวจสอบ การสร้างความเป็นธรรมและการตรวจสอบย้อนหลัง รวมถึงการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
1.3 บริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในระบบอุตสาหกรรมอ้อย นำตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การพัฒนาบุคลากรในระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ให้มีความเป็นมืออาชีพ มีความชำนาญและความพร้อมสำหรับการให้บริการที่เป็นธรรมและโปร่งใส รวมถึงสร้างกลไกการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน
จับตาปัจจัยบวก-ลบปี’69
เลขาฯใบน้อยระบุว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยในปี 2569 ถือว่ามีความท้าทายสูง เนื่องจากบริบทการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถควบคุมได้เข้ามามีผลกระทบอย่างรุนแรง อาทิ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีผลทำให้การผลิตอ้อยมีความยุ่งยากขึ้น เกิดปัญหาการระบาดของโรคแมลงศัตรูอ้อยอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ ปัญหาความขัดแย้งของพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน และการกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยของสหรัฐอเมริกา ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลทางลบ
นอกจากนี้ ปี 2569 ยังเป็นปีที่มีปริมาณฝนค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อาจส่งผลให้ปริมาณอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิต 2568/2569 เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า คาดว่าปริมาณน้ำตาลที่จะผลิตจะอยู่ที่ประมาณ 10-11 ล้านตัน สามารถส่งออกได้ในปริมาณที่สูงขึ้น แต่พบว่าแนวโน้มราคาน้ำตาลในตลาดโลกกลับอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก อาจส่งผลให้รายได้ของระบบอ้อยและน้ำตาลทรายไม่ได้มากตามที่คาดหวัง มีผลทำให้ราคาอ้อยที่ชาวไร่อ้อยได้รับอาจน้อยกว่าปีก่อน
อย่างไรก็ตาม นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ที่มี นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ต่างให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะในมิติของการหาช่องทางในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยและผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลให้สามารถมีรายได้ที่เหมาะสม
เลขาฯใบน้อยระบุด้วยว่า สำหรับปัจจัยบวกคือ ทิศทางการเติบโตของผลิตภัณฑ์ที่รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม โดยอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยมีอ้อยเผาในปี 2567/2568 ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 14.86 และยังมีโอกาสในการลดปริมาณอ้อยเผาลงไปได้อีกในฤดูการผลิตปี 2568/2569 และปีถัดๆ ไป
นั่นหมายถึงโอกาสที่ประเทศไทยจะสามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า น้ำตาลของประเทศไทย เป็น “น้ำตาลสีเขียว” (Green Sugar) อันจะนำไปสู่โอกาสในการขยายตลาดน้ำตาลรักษ์โลก ซึ่งจะได้รับการยอมรับอย่างสูงจากผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม
“นอกจากนั้น ยังเป็นโอกาสและช่องทางในการเติบโตของอุตสาหกรรมชีวภาพที่ใช้อ้อยและน้ำตาลทรายเป็นวัตถุดิบ โดยสอดคล้องกับทิศทางการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นเดียวกัน” เลขาฯใบน้อยทิ้งท้าย

