ศุภวุฒิ หวังเอไอช่วยแก้ 3 ปัญหาศก.-ดันจีดีพีโลก แนะเตรียมคนให้พร้อม รับมือความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 ตุลาคม มติชนจัดสัมมนาใหญ่ส่งท้ายของปี AIS X มติชน “Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียม” ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Road to Equality ไทยสู่ความเท่าเทียม ว่า เรามีความคาดหวังจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ค่อนข้างสูงมาก สะท้อนจากราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ปรับขึ้นไปอย่างมาก โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถึงเดือนตุลาคม 2568 ดัชนีหุ้นแนสแด็ก (Nasdaq) ของสหรัฐ ที่เป็นหุ้นเทคโนโลยีมีราคาสูงกว่าดัชนนีหุ้นตัวอื่น ทั้งหุ้นของโลกที่ปรับขึ้น 74% แต่หุ้นแนสแด็กปรับขึ้นกว่า 108% สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนต่อเอไอเป็นอย่างมากถึงผลของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต โดยกลุ่มนักวิเคราะห์หรือผู้เชี่ยวชาญต่างๆ อาทิ โกลด์แมนแซกส์ แม็คเคนซี่ ประเมินว่า เอไอจะทำให้จีดีพีของโลกเพิ่มขึ้นอีก 7-15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2030 เป็นการบวกจีดีพีโลกขึ้นประมาณ 0.7-1.2% ทุกปี จากที่โตประมาณ 3% ต่อปี หากดันให้จีดีพีโตเพิ่มขึ้นอีก 1% เท่ากับจะบวกกว่า 30% ของการเติบโตในปัจจุบัน แต่ต้องยอมรับว่าประเทศที่ได้ประโยชน์มากสุดเป็นจีน และสหรัฐ เพราะเป็นประเทศต้นแบบและขับเคลื่อนเอไอ

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า มิติอีกด้านคือ ผลกระทบต่อการทำงาน ที่เอไอจะเข้ามาทดแทนแรงงานบางส่วนได้จำนวนมาก โดยมีการคาดการณ์ว่าแรงงานกว่าครึ่งจะถูกทดแทนจากเอไอในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ซึ่งจะกระทบกับความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น แต่อีกด้านที่นักเศรษฐศาสตร์คาดหวังกันมากคือ เทคโนโลยีเอไอจะช่วยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ 3 ข้อใหญ่ ได้แก่ 1.การขาดแคลนแรงงาน เพราะอัตราการเกิดใหม่ลดลง และผู้คนสูงอายุ การทดแทนแรงงานที่ขาดไปต้องใช้เทคโนโลยีเอไอ 2.หนี้สาธารณะของประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว มีหนี้ต่อจีดีพีสูงถึง 110% วิธีแก้ระยะยาวต้องทำให้จีดีพีโตขึ้นจากเอไอ และ 3.การลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนผ่านเทคโนโลยีต่างๆ อาทิ โซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) สมาร์ทกริด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ แต่ต้องบอกว่าถนนไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบ เพราะความจริงแล้วเทคโนโลยีก็มีผลกระทบต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมากเช่นกัน

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า มีการระบุถึงประเทศไทยที่จะเพิ่มการลงทุนเดต้าเซ็นเตอร์ เพื่อให้มีข้อมูลจำนวนมากๆ ในการเทรนด์เอไอให้ฉลาดและเก่งขึ้น โดยเราต้องการเพิ่มการลงทุนเดต้าเซ็นเตอร์จากประมาณ 350 เมกะวัตต์ เป็น 1 กิกะวัตต์ภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า การลงทุนจะใช้เงินประมาณ 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2 แสนล้านบาทไทย เท่ากับจะเพิ่มเมกะวัตต์ขึ้นอีก 650 เมกะวัตต์ โดยบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) มีแผนลงทุนไฮเปอร์สเกลเดต้าเซ็นเตอร์ 150 เมกะวัตต์ ใช้เงินประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการลงทุนเดต้าเซ็นเตอร์ 1 โครงการนี้ จะต้องใช้น้ำ 3-5 หมื่นครัวเรือนต่อวัน และจำนวนประชากรที่ใช้ไฟฟ้าก็ใกล้เคียงกัน ฉะนั้นหากไทยจะลงทุนเพิ่มมากขนาดนั้น เพื่อขยายเดต้าเซ็นเตอร์จะเหมือนมีครัวเรือนใช้น้ำใช้ไฟเพิ่มขี้นอีกเป็น 2-3 แสนครัวเรือน จึงจำเป็นต้องแสวงหาทรัพยากรเหล่านี้เพิ่มขึ้นด้วย

“ผลการจ้างงานจากการมีศูนย์เดต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มากนัก โดยจำนวน 150 เมกะวัตต์ของเดต้าเซ็นเตอร์จะจ้างพนักงานประจำเพียง 50 คนเท่านั้นคำนวณเร็วๆ เท่ากับต้องใช้เงินประมาณ 1,000 ล้านบาทเพื่อสร้างงาน 1 งาน แต่อาจเป็นงานที่มีเงินเดือนสูงประมาณ 1 แสนบาทต่อเดือน ซึ่งต้องยอมรับว่าส่วนนี้จะเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำมากกว่าลดลง” นายศุภวุฒิ กล่าว

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ปัญหาของเอไอมีเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสหรัฐและจีน ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐไม่พอใจอย่างมากที่จีนมีการออกมาประกาศว่าจะควบคุมแร่หายากแรร์เอิร์ท ซึ่งจีนถือเป็นเจ้าของผู้ถือครองแร่หายากปริมาณมากเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ อาทิ กรีนแลนด์ ออสเตรเลีย ที่บวกปริมาณแร่หายากแล้วยังไม่ถึง 50% ของจีนที่มีอยู่ รวมถึงจีนไม่ได้มีเพียงปริมาณแร่ที่เยอะเท่านั้น แต่มีกระบวนการขุด แยก และแปรรูปได้กว่า 90% ของทั้งโลก ทำให้วันนี้ทุกคนพึ่งจีนแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้หากจีนควบคุมการส่งออกแร่หายาก หรือสินค้าทุกอย่างที่มีแร่หายากของจีน รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับแร่หายาก หลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐจึงเป็นห่วงว่าจะเกิดการสะดุดหรือไม่ ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับจีน เพราะแร่หายากใช้แพร่หลายมากในปัจจุบัน ยกตัวอย่าง ไอโฟนมีแรร์เอิร์ท 17-18 ชิ้น รถเทสลาใช้ 1.5 กิโลกรัม หากไม่มีก็ไม่สามารถวิ่งได้ รวมถึงเครื่องบินเอฟ 35 ของสหรัฐใช้ 420 กิโลกรัม เรือประจัญบานใช้ 2,360 กิโลกรัม สะท้อนถึงการใช้แร่หายากหมดเลย จึงมีความกังวลมากว่าจะมีผลกระทบเกิดการสะดุดหรือไม่ หากจีนควบคุมแร่หายากเหล่านี้

นายศุภวุฒิ กล่าวว่า จากข้อมูลการสำรวจพลเมืองสหรัฐ พบว่า หากต้องเจอเอไอ หรือออโต้เมชั่น จะตอบสนองอย่างไร ซึ่งผู้ตอบแบบสำรวจชาวสหรัฐตอบว่ารับได้และต้องรับ แต่จะรับแบบเพิ่มการกีดกันการค้ามากขึ้นโดยการไม่ต้อนรับคนเข้ามาทำงานจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะกระทบกับไทย และความต้องการสร้างความเท่าเทียมภายในประเทศต่างๆ ขณะเดียวกันมีงานวิจัยของไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ ว่าหากเอไอเข้ามาจะกระทบกับกลุ่มใดบ้าง ซึ่งจริงๆ แล้ว เราจะได้รับผลกระทบจากเอไอต่ำกว่าทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ โดยเฉพาะหากเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้เอไอจะมีผลเพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศมากขึ้น ยกเว้นแต่จะมีการปรับตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งเซกเตอร์ที่มีผลกระทบมากหลักๆ เป็นพนักงานด้านบัญชี หรือบริการบางอย่างที่ใช้เอไอทดแทนได้

“ประเทศไทยมีการต้อนรับเอไอแบบ 2 ขาคือ การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ และหวังใช้เอไอ แต่ตรงกลางยังไม่มีมากนัก โจทย์ของไทยจึงต้องหาทางมีส่วนร่วมของเอไอในทุกด้านได้อย่างไร หากไม่ได้ก็ต้องตั้งคำถามว่า เดต้าเซ็นเตอร์คุ้มค่ามากเท่าใด แน่นอนหากมีเดต้าเซ็นเตอร์แล้วมีศูนย์วิจัย หรือโรงพยาบาลที่สามารถใช้เอไอป้อนข้อมูลได้ ยิ่งใกล้ยิ่งดีไม่เถียง แต่ต้องคำนวณว่า มีความคุ้มค่ามากแค่ไหน และเตรียมพร้อมคนของเราให้พร้อมจริงๆ ในการรองรับเอไอ โดยคาดหวังอย่างมากว่า ในที่สุดแล้ว ประเทศไทยจะใช้เอไอให้เป็นประโยชน์ ขับเคลื่อนการใช้เอไอเป็นหลัก เพราะเดต้าเซ็นเตอร์ ยังตั้งคำถามอยู่ว่า จะให้ประโยชน์ในการลดความเหลื่อมล้ำได้ดีเพียงใด” นายศุภวุฒิ กล่าว


