หน้าแรก เศรษฐกิจ กานติมา ชี้ A...

กานติมา ชี้ AI ไม่ใช่ตัวสร้างเหลื่อมล้ำ แต่อยู่ที่คนจะเลือกใช้ หนุน ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ เสริมโอกาสเท่าเทียม

22.10.25 | 12:05 น.

กานติมา ชี้ AI ไม่ใช่ตัวสร้างเหลื่อมล้ำ แต่อยู่ที่คนจะเลือกใช้ หนุน ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ เสริมโอกาสเท่าเทียม

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ห้องอินฟินิตี่ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพ หนังสือพิมพ์มติชน ร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จัดสัมมนาเพื่อสังคม Matichon-AIS Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียม

เวลา 09.55 น. น.ส.กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในหัวข้อ AI for Equality โดยมี อาลิซาเบธ แช๊ดเลอร์ ลีนานุไชย เป็นผู้สัมภาษณ์พิเศษ

น.ส.กานติมาเปิดเผยว่า จริงๆ พอเราพูดคำว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สิ่งที่ทุกคนได้ยิน และพบเจออย่างแรกคือ “ความกังวล” เพราะว่าเราใช้คำว่า AI ให้เป็นสิ่งที่น่ากลัว ชอบ ไม่ชอบ ได้ ไม่ได้ ต้องไป เพราะฉะนั้น การเตรียมความพร้อมของคนเป็นเรื่องที่สำคัญ เวลาเราพูดถึงเรื่อง AI ตัวของ AI คือปัญญาประดิษฐ์ คือ ปัญญามนุษย์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมา

Advertisement

น.ส.กานติมากล่าวว่า สิ่งที่ยากที่สุดคือ ปัจจุบันมนุษย์เริ่มแบ่งออกเป็นสองพวกชัดเจน คือกลุ่มที่สามารถ “ขี่ AI” ใช้มันเป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพ และอีกกลุ่มที่ “ปฏิเสธ AI” ด้วยความกลัวหรือไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทจริง และภาวนาไม่ให้เจอกับมัน ซึ่งกลุ่มหลังนี้น่าเป็นห่วงที่สุด และในกลุ่มปฏิเสธ AI ที่มองว่าน่าเป็นห่วง ยังแบ่งย่อยออกเป็นอีก 2 กลุ่มคือ เป็นกลุ่มคนที่อยากไปต่อ แต่ไม่มีใครช่วย และกลุ่มคนที่ปิดทางรับโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นจึงเป็นความเชื่อว่า AI ถ้าจะสร้างผลกระทบจนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำก็เกิดจากคน 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ไปต่อได้ และกลุ่มที่ปิดรับและถูกทิ้งไว้ข้างหลัง AI ไม่ได้เลือกว่าจะสร้างความเหลื่อมล้ำให้ใคร แต่คนต่างหากที่ฝ่ายเลือก

น.ส.กานติมากล่าวว่า การรับมือกับ AI เปรียบได้กับช่วงที่สังคมเผชิญกับโรคโควิด-19 และการเปลี่ยนไปใช้ E-Banking ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แม้จะน่ากลัวในตอนแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ธรรมชาติมันสร้างให้เราคุ้นเคยกับมันมากขึ้น และเกิดการปฏิวัติตัวเอง ลุกขึ้นมาปรับและใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น ดังนั้น กระบวนการใน AIS จึงเน้นย้ำว่า 1 คนต้องมีประสบการณ์แล้วมีผู้ช่วย ซึ่งเป็นที่มาของ “ภารกิจคิดเผื่อ” ของ AIS ซึ่งเป็นภารกิจที่เกิดจากการเรียนรู้ภายในองค์กรแล้วขยายผลออกมาสู่สังคมภายนอก ถ้ามีอะไรที่เป็นองค์ความรู้สำหรับ AIS แล้วคนไทยที่อยู่นอกองค์กร เราจะช่วยเขาอย่างไรให้เปลี่ยนไป

“AIS ได้ทำ ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ แนวทางสำคัญของ AIS นี้ ไม่ใช่แค่นำ AI มาใช้กับคนในองค์กรเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการมองไปข้างหน้า เป็นการแบ่งปันองค์ความรู้ ช่วยเหลือกับสังคมภายนอกองค์กร เพื่อให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาสพัฒนาไปพร้อมกัน สามารถเปลี่ยนแปลง และก้าวข้ามความกังวลไปได้ ในยุคเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต้องคิดเผื่อแบบเยอะๆ เลย ให้เห็นแบบรอบด้าน” น.ส.กานติมากล่าว

น.ส.กานติมากล่าวว่า ความคิดเผื่อมีความสำคัญต่อความเข้มแข็งของประเทศอย่างยิ่ง เพราะการขับเคลื่อนไปจริงๆ ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกับทุกคนทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นมุมมองเชิงกลยุทธ์ที่เน้นการมีส่วนร่วมและการผลักดันความเท่าเทียมมาโดยตลอด

น.ส.กานติมากล่าวต่อว่า AIS เลือกทำงานร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นหลัก เนื่องจากเป็นกระทรวงที่ดูแลกลุ่มคนเปราะบางโดยตรง เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถลดช่องว่างทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างการสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง (ผู้พิการ/ผู้สูงอายุ) โดย AIS มีการปลูกฝังจิตสำนึกให้คนในองค์กร “ยอมรับความแตกต่าง” เพราะความหลากหลายทำให้เกิดความเข้าใจและเสริมศักยภาพกันได้ ตนมองว่าผู้พิการทางสายตาที่มีความละเอียดอ่อนในการรับฟังด้วยใจ อาจกลายเป็นกลุ่มคนที่เก่งมากในการดูแลลูกค้า ฉะนั้น เราจะเอา AI เข้ามาช่วยเขายังไง ช่วยทำให้เขาทำงานได้สะดวกมากขึ้น และย้ำว่าเทคโนโลยีต้องมาคู่กับหัวใจความเป็นมนุษย์ รวมถึง AIS นำเทคโนโลยีมาใช้การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดย AIS ใช้โครงข่าย 5G ในการส่งต่อองค์ความรู้และระบบการเรียนรู้ ห้องสมุดดิจิทัลไปยังโรงเรียนชายขอบและชายแดน เพราะประเทศไทยไม่ใช่มีแค่กรุงเทพฯ การเข้าถึงองค์ความรู้จึงต้องเท่าเทียม

น.ส.กานติมากล่าวว่า เอกชนจำเป็นในการสนับสนุนภาครัฐที่มักมีข้อจำกัดด้านความสามารถและเงินทุนในการลงทุนต่างๆ จึงอยากเสนอแนวคิดที่อยากให้บริษัทใหญ่ๆ ทำคือ “1 บริษัท 1 กระทรวง” ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาการช่วยเหลือต่างๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

น.ส.กานติมากล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่าห่วงในสังคมไทยคือ กลุ่มคนไร้สังกัด และผู้สูงอายุที่ไม่กล้าใช้เทคโนโลยีเพราะกลัวมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นผลจากการที่มีจุดบอดของเราคือเรื่องการศึกษา ทำให้คนไม่รู้ ถูกจูงให้เดินผิดและตกเป็นเหยื่อภัยไซเบอร์ได้ง่าย นอกจากนี้ การใช้ AI ในชีวิตประจำวัน เช่น Google Maps, ChatGPT หรือ Gemini ที่เป็น AI เบื้องต้น ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะ AI กลับมา Disrupt

น.ส.กานติมาเผยว่า สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ AI เอง แต่คือการที่มนุษย์ไม่เข้าใจมัน เพราะ AI จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องและต้องอาศัยข้อมูล (Data) เป็นพลังขับเคลื่อน หากคนไม่มีทักษะในการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี ย่อมกลายเป็นผู้เสียเปรียบในยุคดิจิทัล ทุกวันนี้เรานอนกับโทรศัพท์มากกว่าคู่ชีวิต ข้อมูลและภัยไซเบอร์เข้ามาในทุกวินาที ถ้าเราไม่รู้เท่าทันก็เสี่ยงตกเป็นเหยื่อได้ง่าย แม้แต่คนทำงานด้านเทคโนโลยีเองก็ตาม

น.ส.กานติมากล่าวว่า อนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า ความเท่าเทียมในมุมมองของตนอาจมีความหมายต่างจากที่หลายคนเข้าใจ ตนมองว่า “ความเท่าเทียม” หมายถึงโอกาสในการเรียนรู้และเข้าถึงข้อมูลที่มากขึ้น เพราะวันนี้เราไม่จำเป็นต้องรอระบบการศึกษาแบบเดิม หรือรอให้ใครมาจัดอบรมให้แล้ว ทุกคนสามารถหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าความไม่เท่าเทียมยังมีอยู่จริง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่รู้จักพัฒนาตัวเอง หรือองค์กรที่มองข้ามความสำคัญของ “คน” แล้วทุ่มเงินไปกับการซื้อเทคโนโลยีหรือ AI มากมาย สุดท้ายคนในองค์กรกลับ “ใช้ไม่เป็น” นั่งดูเฉยๆ แบบนั้นถือว่าอันตราย อยากเห็นทุกคน “รู้เท่าทัน” และสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสุดท้ายเราต้องเป็นนายของมัน ไม่ใช่ปล่อยให้มันมาแทนที่เรา

“AI คือปัญญาที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น อยากฝากถึงทุกคนในสังคมว่าเวลาจะใช้เทคโนโลยีนี้ต้องมี ‘ความตระหนักรู้’ และ ‘ความรับผิดชอบ’ เพราะตราบใดที่สังคมยังอยู่บนพื้นฐานของการเอาเปรียบกัน แย่งชิงกัน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อส่วนรวม AI ก็อาจกลายเป็นอาวุธที่ทำร้ายสังคมได้เช่นกัน” น.ส.กานติมากล่าว