หน้าแรก เศรษฐกิจ กสศ. ชี้อนาคต...

กสศ. ชี้อนาคตห้องเรียนไทย เอไอคือเครื่องมือสร้างโอกาส แนะรัฐลงทุนปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ

22.10.25 | 15:11 น.

กสศ. ชี้อนาคตห้องเรียนไทย ย้ำเอไอคือเครื่องมือสร้างโอกาสไม่ใช่ภัยคุกคาม แนะรัฐขยับนโยบาย–ลงทุนต่อเนื่องปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ หนังสือพิมพ์มติชนและมติชนออนไลน์’ ร่วมกับ ‘บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)’ หรือ AIS จัดสัมมนาเพื่อสังคม Matichon-AIS Talks for เติมพลังเท่าเทียม

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเมื่อเวลา 09.00 น. มีบุคคลจากแวดวงต่างๆ เดินทางเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้บริหารในเครือมติชนให้การต้อนรับ นำโดย นายปราปต์ บุนปาน  กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) , นายวรศักดิ์ ประยูรศุข รองประธาน บมจ. มติชน และบรรณาธิการ กอง บก. ประชาชาติธุรกิจ, นายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน รองประธาน บมจ. มติชน และบรรณาธิการ กอง บก. ข่าวสด, นายนฤตย์ เสกธีระ  บรรณาธิการ กอง บก. มติชน เป็นต้น

Advertisement

จากนั้น เวลา 11.05 น. มีการเสวนา AI ตัวช่วย หรือ ตัวฉุด ความเท่าเทียม โดยมี ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน มหาวิทยาลัยมหิดล, ดร.ศักดิ์  เสกขุนทด ที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) และผศ.ดร.ราชศักดิ์ สมยานนทนากุล กรรมการและเลขานุการ สมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย นายมนต์ชัย  วงษ์กิตติไกรวัล

โดนนายไกรยส กล่าวว่า ถ้ามองถึงศักยภาพของประเทศไทยแต่ละคน ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอได้แล้ว แต่ต้องมองอนาคตอีก 10 -20 ปีข้างหน้าด้วย กว่าเด็กคนหนึ่งโตเป็นผู้ใหญ่และเข้าสู่วัยทำงาน อาจต้องคาดการณ์ว่า จะมีอาชีพอะไรหาย และอาชีพอะไรเกิดขึ้นใหม่บ้าง

“จากข้อมูล พบว่าปัจจุบันมีเด็กเยาวชนที่อยู่ในวัย 3-18 ปี ยังอยู่นอกระบบการศึกษากว่า 8.8 แสนคน หมายความว่า มีเด็กไทยกว่า 10% จากจำนวนเด็กทั้งหมดกว่า 8 ล้านคน ที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษา และแน่นอนว่าเด็กกลุ่มนี้ไม่มีโอกาสได้เข้าถึงเอไอ เพราะแค่เรียน จากในหนังสือยังไม่ได้เรียน ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อเดือนขอคนไทย อยู่แค่ 20,000 บาท ปีการศึกษาเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 9 ปีหรือระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 ฉะนั้นการศึกษาของเด็กไทย 8 ล้านกว่าคนจำเป็นต้องมีโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น เพื่อที่จะได้เข้าถึงเอไอ การแก้ปัญหาดังกล่าวต้องเริ่มจากกระดุมเม็ดแรก คือโอกาสการศึกษาที่จะปลดล็อกให้เด็กเข้าถึงการศึกษา ต่อยอดไปสู่การเข้าถึงการใช้เทคโนโลยี

“ขณะนี้มีข้อมูลว่า บางประเทศมีนำเรื่องเอไอ ใส่เข้าไปในหลักสูตรการศึกษา บางประเทศกำลังดูอยู่ว่าควรจะทำอย่างไร ซึ่งประเทศไทยของเราอยู่ในระหว่าง การประเมินความเหมาะสมอยู่ หลักในการนำเอไอเข้ามาอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของทุกประเทศบนโลกยังต่างกัน และตอนนี้ยังไม่มีประเทศไหนที่มีชัยชนะในการนำเอไอเข้าสู่หลักสูตรการศึกษาได้อย่างแท้จริง” นายไกรยส กล่าว

นายไกรยส กล่าวต่อว่า มีคำพูดหนึ่งของ นายคาริม อาจารย์ในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ที่กล่าวไว้ว่า เอไอจะไม่มาแทนที่มนุษย์ — แต่ ‘มนุษย์ที่ใช้เอไอ’ จะมาแทนที่ ‘มนุษย์ที่ไม่ใช้เอ’ ซึ่งแสดงถึงความเหลื่อมล้ำในการใช้เอไอได้อย่างแท้จริง นี่คือหัวใจของการศึกษาของยุคนี้กับอนาคตว่าเราจะสามารถหาความเหมาะสมของการใช้เอไอ ตามกรอบขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ได้กำหนดไว้ในทุกด้านอย่างไรบ้าง ซึ่งองค์กรอย่าง OECD ยังเพิ่งเริ่มวางกรอบ แสดงว่าในปี 2025 โลกและองค์กรสำคัญของโลกยังอยู่ในการวางกรอบ การหาความเหมาะสม ฉะนั้นการนำไปใช้ในเชิงนโยบายที่มีความมั่นใจและไปสู่ระบบการศึกษาได้อาจจะเห็นภาพชัดมากขึ้นในปี 2026- 2027

“ต่อไปจะต้องมีหลักการในการประเมินความสามารถในการใช้เอไอของเด็ก ว่า อยู่ในระดับทั่วไป หรือสามารถใช้ได้อย่างหลากหลาย เรื่องนี้ต้องอยู่ในระดับนโยบาย อยากมีการปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี ปี 2551 และถึงเวลาแล้วที่ต้องขยับไปอีกขั้น เรื่องนี้จะเชื่อมโยงกับนโยบายการศึกษา ของพรรคการเมืองที่จะนำมาใช้ในการเลือกตั้งในปี 2569 ว่าจะมีการตีความเอไอกับการศึกษาอย่างไรบ้าง นี่คือสิ่งที่น่าสนใจอย่างมาก” นายไกรยส กล่าว

นายไกรยส กล่าวต่อว่า ตอนนี้กสศ.ทำงานร่วมกับกสิกร บิซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG และ MIT media lab มีเดีย ในการพัฒนาแอพพลิเคชันที่ชื่อว่า Future You ซึ่งจะเป็นการจำลองเอไอ จากต้นแบบของผู้เรียน เพื่อจำลองอนาคตอีก 10 ถึง 20 ปีในอนาคต ว่าคุณเหมาะสมกับการทำงานในลักษณะใด รวมถึงจะใช้ในการพูดคุยปรึกษาปัญหาต่างๆ ของผู้ใช้ ซึ่งเราจะนำมาใช้กับเด็กที่มีความเหลื่อมล้ำหรืออาจจะยังไม่เคยใช้เอไอ โดยทำเป็นงานวิจัยเพื่อทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ให้เห็นว่าเอไอไม่ได้ใช้ได้แค่การพัฒนาเศรษฐกิจหรืออนาคตอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้ในการพัฒนาคนและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เติมช่องว่างในทรัพยากรในระบบการศึกษาที่มีอยู่อย่างจำกัดได้

“ผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับ OECD และได้เห็นวิสัยทัศน์ในเรื่องของห้องเรียนในอนาคตที่ทาง OECD คาดการณ์ไว้ จะมีภาพของครูและเด็กที่ใช้เอไอเป็นผู้ช่วย การเรียนบางอย่างครูก็จะต้องสอนเด็กในการใช้เอไอ บางอย่างเอไอก็จะเป็นผู้พัฒนาการเรียนการสอน และหลักสูตรการประเมินผลก็จะต้องประเมินจากการใช้เอไอของเด็ก หรือ เทรนโมเดลที่เด็กใช้กับเอไอ ส่วนการประเมินครูก็จะทำในลักษณะเดียวกัน เรื่องเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการในแต่ละส่วนงานอยู่ หากภาครัฐมีความชัดเจนว่าเอไอจะเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและมีความมั่นคงต่อการตัดสินใจในเรื่องของการนำเอไอมาใช้ในหลักสูตร และกฎหมายต่างๆ เรื่องการนำเอไอมาใช้มากขึ้นก็จะเดินต่อไปได้ แต่ถ้ายังมีการเปลี่ยนแปลง และยังคงขาดความมีเสถียรภาพ ตรงนี้จะเป็นความท้าทายที่แท้จริงต่อการผลักดันการใช้เอไอและความเหลื่อมล้ำที่จะเกิดขึ้น จากการใช้เอไอ”นายไกรยส กล่าว

นายไกรยส กล่าวต่อว่า ในเรื่องของความปลอดภัยในการใช้เอไอ ไม่ว่าจะออกกฎหมายที่ดีที่สุดอย่างไร มีโครงสร้างรัฐบาลที่ดีขนาดไหน แต่สุดท้ายเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำงานร่วมกับประชาชน ทุกคนต้องมีภูมิคุ้มกันด้วยตนเอง การใช้เอไอก็เหมือนกับเป็นกบที่กำลังถูกต้มอยู่ในหม้อน้ำร้อน การที่กบจะรู้ตัวได้ว่ากำลังถูกต้มและกระโดดหนีออกมาได้ทันก็จะต้องรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่การออกกฎหมายหรืออะไรก็ตาม ฉะนั้นถ้ามีโอกาสพัฒนาคนในเรื่องนี้ผ่านการศึกษา มีนโยบายที่ชัดเจน มีการลงทุนที่ต่อเนื่อง ก็จะทำให้การดำเนินการมีประสิทธภาพมากยิ่งขึ้น

นายไกรยส กล่าวต่อว่า สุดท้ายแล้วถ้าปล่อยให้ทุนนิยมครอบงำการพัฒนาและลงทุนเอไอ จะเป็นการฉุดรั้งความเจริญ ทำให้ความเหลื่อมล้ำขยายตัวมากยิ่งขึ้น ถือเป็นความล้มเหลวของกลไกตลาด ถ้าหน่วยงานรัฐเข้าใจกลไกตรงนี้และเข้ามาจัดการได้ด้วยวิธีที่เหมาะสมจะช่วยในการพัฒนาเอไอ ได้อย่างแน่นอน