หน้าแรก เศรษฐกิจ กานติมา เลอเล...

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม เอไอเอส ชู‘ภารกิจคิดเผื่อ’ ขี่กระแส AI-เพิ่มเท่าเทียม

23.10.25 | 12:00 น.

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม เอไอเอส ชู‘ภารกิจคิดเผื่อ’ ขี่กระแส AI-เพิ่มเท่าเทียม

หมายเหตุ – หนังสือพิมพ์มติชน ร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จัดสัมมนาเพื่อสังคม Matichon-AIS Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียม เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ (รางน้ำ) โดย น.ส.กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส ในสัมภาษณ์พิเศษบนเวที หัวข้อ AI for Equality

จริงๆ พอเราพูดคำว่า ของปัญญาประดิษฐ์ (AI) สิ่งที่ทุกคนได้ยิน และพบเจออย่างแรกคือ ‘ความกังวล’ เพราะว่าเราใช้คำว่า AI ให้เป็นสิ่งที่น่ากลัว ชอบ ไม่ชอบ ได้ ไม่ได้ ก็ต้องไป ดังนั้นการเตรียมความพร้อมของคนเป็นเรื่องสำคัญ เวลาพูดถึงเรื่อง AI ตัวของ AI คือ ปัญญาประดิษฐ์ ปัญญามนุษย์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมา สิ่งที่ยากที่สุดคือ ปัจจุบันมนุษย์เริ่มแบ่งออกเป็นสองพวกชัดเจน คือกลุ่มที่สามารถขี่ AI หรือใช้มันเป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพ และอีกกลุ่มที่ปฏิเสธการใช้ AI ด้วยความกลัว หรือไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทจริง และภาวนาไม่ให้เจอกับมัน ซึ่งกลุ่มนี้น่าเป็นห่วงและในกลุ่มปฏิเสธ AI ที่มองว่าน่าเป็นห่วง ยังแบ่งย่อยอีก 2 กลุ่มคือ กลุ่มคนที่อยากไปต่อแต่ไม่มีใครช่วย กับกลุ่มคนที่ปิดทางรับโดยสิ้นเชิง จึงเป็นความเชื่อว่า AI ถ้าจะสร้างผลกระทบจนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เกิดจากคน 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ไปต่อได้ และกลุ่มที่ปิดรับและถูกทิ้งไว้ข้างหลัง AI ไม่ได้เลือกว่าจะสร้างความเหลื่อมล้ำให้ใคร แต่คนต่างหากที่เป็นฝ่ายเลือก

ในฐานะองค์กรขนาดใหญ่ AIS ต้องมีการเอา AI มาใช้องค์กรอยู่แล้ว แต่เวลาเลือกมาใช้ ต้องคำนึงถึงโอกาสและความเสี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดความไม่เท่าเทียม ซึ่งอาจจะไม่ใช่ AIS ที่เดียวที่ต้องมีการปรับการรับมือการใช้ AI เวลาที่มีอะไรมาใหม่ เหมือนตอนโควิด-19 ดูน่ากลัว เราไม่ออกจากบ้าน เราไม่กล้าทำอะไร แอลกอฮอล์ขายดี ใส่หน้ากากกันตลอด แต่สิ่งที่เกิดเมื่อเวลาผ่านไปธรรมชาติ สร้างให้เราคุ้นเคยกับมันมากขึ้น

ตอน e-banking เข้ามา เราต่างไม่กล้าใช้ แต่พอโควิดมา เกิดการปฏิวัติตัวเอง ลุกขึ้นมาปรับและใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น ดังนั้นกระบวนการใน AIS ก็เหมือนกัน คือ หนึ่งคนต้องมีประสบการณ์แล้วมีผู้ช่วย เป็นที่มาของ ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ ของ AIS เป็นภารกิจที่เกิดจากการเรียนรู้ภายในองค์กร แล้วขยายผลออกมาสู่สังคมภายนอก ถ้ามีอะไรที่เป็นองค์ความรู้สำหรับ AIS แล้วคนไทยที่อยู่นอกองค์กร เราจะช่วยเขาอย่างไรให้เปลี่ยนไป แนวทางสำคัญของ AIS ไม่ใช่แค่นำ AI มาใช้กับคนในองค์กร แต่ยังหมายถึงการมองไปข้างหน้า เป็นการแบ่งปันองค์ความรู้ ช่วยเหลือกับสังคมภายนอกองค์กร เพื่อให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาสพัฒนาไปพร้อมกัน สามารถเปลี่ยนแปลง และก้าวข้ามความกังวลไปได้ ในยุคเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต้องคิดเผื่อแบบเยอะๆ และให้เห็นแบบรอบด้าน

Advertisement

สังคมไทยถ้าถามว่าความสวยงามมันอยู่ที่ไหน คือสมัยก่อน เราคุยกับเพื่อนบ้านเรา ฝากบ้านกับเพื่อนบ้าน เราทำอาหาร เราคิดไปถึงเพื่อนบ้านนี้ แต่ทุกวันนี้ เพื่อนบ้านคือคนที่เราไม่อยากคบมากที่สุด เราไม่จำเป็นคิดไม่เจอได้ก็ดี แต่ว่า ‘ความคิดเผื่อ’ กลับยังมีอำนาจในเรื่องของการทำให้ประเทศเข้มแข็งขึ้น ฉะนั้นถ้าทุกคนคิดถึงแต่ตัวเอง แล้วไม่คิดเผื่อไปข้างนอก ซึ่งจริงๆ ควรต้องขับเคลื่อนไปทุกคนทุกภาคส่วน เป็นมุมมองเชิงกลยุทธ์ที่เน้นการมีส่วนร่วมและการผลักดันความเท่าเทียมมาโดยตลอด โดยเอาเทคโนโลยี AI มาลดช่องว่างทางสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อย่างเช่น เด็ก ผู้พิการ หรือผู้สูงอายุ

เรารณรงค์และปลุกจิตสำนึกให้คนในองค์กรยอมรับความแตกต่าง หลายครั้งเรามีการจำกัดแบ่งประเภทผู้อื่น เราอาจจะบอกว่าเป็นเจตนาดีที่มีการจำกัดแบ่งประเภทผู้อื่น เช่น คนพิการ เราอาจจะบอกว่าทำมันด้วยความหวังดี แต่กลับเป็นการกรีดแผลเดิมให้ซ้ำไป ทำให้เขากลายเป็นกลุ่มคนที่เป็นคนอ่อนแอ แต่จริงๆ แล้วความแตกต่างทำให้เราเติบโตอย่างสวยงาม ตนเชื่อว่าทุกกลุ่มคน ทุกคนที่เราเรียก ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ หรือคนที่เข้มแข็งหรือคนที่แข็งแรงต่างๆ ล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ AIS เติบโตได้

เทคโนโลยีจึงเป็นส่วนที่เข้ามาช่วยคนเหล่านี้ โดยให้สื่อถึงกัน ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีจะทำให้คนเหล่านี้อ่อนแอลง แต่ทำให้เข้มแข็งขึ้น เพราะไม่ว่าทุกคนจะชอบไม่ชอบเอไอ เทคโนโลยีมาอยู่ดีและถือว่าเป็นวัฒนธรรมขององค์กร และจริงๆ แต่ละคนมีความสามารถ มีศักยภาพที่แตกต่างกัน ยิ่งมาอยู่ด้วยกัน ยิ่งเสริมกัน ยกตัวอย่างผู้พิการทางสายตาที่มีความละเอียดอ่อนในการรับฟังด้วยใจ อาจกลายเป็นกลุ่มคนที่เก่งมากในการดูแลลูกค้า ฉะนั้นเราจะเอา AI เข้ามาช่วยเขายังไง ช่วยทำให้เขาทำงานได้สะดวกมากขึ้น และย้ำว่าเทคโนโลยีต้องมาคู่กับหัวใจความเป็นมนุษย์

หากนึกถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐสักกระทรวง มีกระทรวงหนึ่งที่ดูแลผู้คนจำนวนมหาศาล ซึ่ง AIS เลือกทำงานร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นหลัก เนื่องจากเป็นกระทรวงที่ดูแลกลุ่มคนเปราะบางโดยตรง เพื่อนำเทคโนโลยีลดช่องว่างทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างโครงการ JUMP THAILAND Hackathon: โครงการสำคัญที่ทำร่วมกับ พม. และพันธมิตรอื่นๆ เพื่อส่งเสริมให้นิสิต นักศึกษารุ่นใหม่นำ AI มาสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม

โดยเน้นแก้ปัญหาให้กับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ เช่น การพัฒนาเครื่องช่วยแทนสายตาสำหรับผู้พิการทางสายตา ซึ่งจะห้อยอยู่ในกระเป๋าและทำงานร่วมกับไม้เท้าขาว เพื่อแจ้งเตือนสิ่งกีดขวางหรือสภาพแวดล้อมต่างๆ ด้วย AI รวมถึงห้องสมุดดิจิทัลและระบบเรียนรู้ การใช้โครงข่าย 5G เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ไปยังโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้โรงเรียนชายขอบสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างเท่าเทียมกับเด็กในเมือง เพราะประเทศไทยไม่ใช่มีแค่กรุงเทพฯ การเข้าถึงองค์ความรู้จึงต้องเท่าเทียม ทุกโครงการที่ทำ เราไม่ได้บอกว่าอยากให้ AIS ทำที่เดียว เราปล่อยภาครัฐในการเดินเดี่ยวมานานแล้ว การมีเอกชนเข้ามาคือสิ่งจำเป็น เพราะถ้าคุณอยากให้องค์กรของคุณเติบโตแบบยั่งยืน สังคมต้องโตไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าองค์กรของคุณเติบโตแต่สังคมรอบๆ ที่เราอาศัยอยู่ไม่เติบโต ความเติบโตนั้นจะไม่ยั่งยืน

เรื่องของ AI for Equality จะมาเติมพลังเท่าเทียมกันในครั้งนี้ มีความคิดที่ตนอยากทำ แต่จะพยายามพูดบ่อยๆ เผื่อจะเข้าตากรรมการบ้าง คืออยากเสนอแนวคิดที่อยากให้บริษัทใหญ่ๆ ทำคือ “1 บริษัท 1 กระทรวง” เพราะเอกชนจำเป็นต้องสนับสนุนภาครัฐที่มักมีข้อจำกัดด้านความสามารถและเงินทุนในการลงทุนต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาการช่วยเหลือต่างๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึง แทนที่หน่วยงานจะไปเอาของไปแจกแล้วถ่ายรูปแล้วเลิกกันไป ในส่วนการพัฒนาการช่วยเหลือต่างๆ ถ้ามีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง คือสิ่งที่อยากชวนกัน ต้องบอกว่าเรื่องการช่วยเหลือ อย่าทำเพราะแข่งกัน เพราะพอแข่งกันแล้ว คนที่น่าสงสารคือปลายทางที่รอรับ เพราะว่ามัวแต่ยุ่งเรื่องสร้างภาพ แต่ไม่มี long term commitment อันนี้น่ากลัว

ปัจจุบันสิ่งที่น่าห่วงในสังคมไทยคือ กลุ่มคนไร้สังกัด ผู้สูงอายุที่ไม่กล้าใช้เทคโนโลยีเพราะกลัวมิจฉาชีพ เป็นผลจากการที่มีจุดบอดของเราคือเรื่องการศึกษา ทำให้คนไม่รู้ ถูกจูงให้เดินผิดและตกเป็นเหยื่อภัยไซเบอร์ได้ง่าย นอกจากนี้การใช้ AI ในชีวิตประจำวัน เช่น Google Maps, ChatGPT หรือ Gemini ที่เป็น AI เบื้องต้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะ AI กลับมา Disrupt

สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ AI เอง แต่คือการที่มนุษย์ไม่เข้าใจมัน เพราะ AI จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องและต้องอาศัยข้อมูล (Data) เป็นพลังขับเคลื่อน หากคนไม่มีทักษะในการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี ย่อมกลายเป็นผู้เสียเปรียบในยุคดิจิทัล เรื่อง Cybersecurity เป็นสิ่งที่เรารณรงค์มาก เพราะคนที่ไม่รู้ถูกจูงไปผิดทางได้ง่าย เช่น การพนันออนไลน์ ภัยไซเบอร์ต่างๆ แม้กระทั่งคนมีความรู้ก็ได้รับผลกระทบ ทุกวันนี้เรานอนกับโทรศัพท์มากกว่าคู่สมรส ข้อมูลและภัยไซเบอร์เข้ามาในทุกวินาที ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน ก็เสี่ยงตกเป็นเหยื่อได้ง่าย แม้แต่คนทำงานด้านเทคโนโลยีเอง ดังนั้น
เรื่องการแก้ไขภัยไซเบอร์ต้องควบคู่ไปกับการใช้ AI ซึ่งต้องร่วมกับตำรวจและฝ่ายตรวจสอบ สอดส่องต่างๆ

นอกจากนี้อยากเน้นภาพการศึกษามากๆ โดยเฉพาะเด็กตั้งแต่ประถมวัย ตอนนี้เข้าถึงอินเตอร์เน็ตและแพลตฟอร์มต่างๆ เร็วมาก แต่พัฒนาการยังไม่เท่าทันเทคโนโลยี ดังนั้น การศึกษาจึงสำคัญมาก เพื่อให้เด็กเติบโตทันเทคโนโลยี มีประสิทธิภาพทั้งเรียนและทำงาน

ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า ความเท่าเทียมในมุมมองของตน อาจจะมีความหมายต่างจากที่หลายคนเข้าใจ ตนมองว่า ‘ความเท่าเทียม’ หมายถึงโอกาสในการเรียนรู้และเข้าถึงข้อมูลที่มากขึ้น เพราะวันนี้เราไม่จำเป็นต้องรอระบบการศึกษาแบบเดิม หรือรอให้ใครมาจัดอบรมให้แล้ว ทุกคนสามารถหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง

ต้องยอมรับว่าความไม่เท่าเทียมยังมีอยู่จริง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่รู้จักพัฒนาตัวเอง หรือองค์กรที่มองข้ามความสำคัญของ ‘คน’ แล้วทุ่มเงินไปกับการซื้อเทคโนโลยีหรือ AI มากมาย สุดท้ายคนในองค์กรกลับ ‘ใช้ไม่เป็น’ นั่งดูเฉยๆ แบบนั้นถือว่าอันตราย ตนอยากเห็นทุกคน ‘รู้เท่าทัน’ และสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสุดท้าย เราต้องเป็นนายของมัน ไม่ใช่ปล่อยให้มันมาแทนที่เรา ซึ่ง AI คือปัญญาที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น อยากฝากถึงทุกคนในสังคมว่า เวลาจะใช้เทคโนโลยีนี้ ต้องมี ‘ความตระหนักรู้’ และ ‘ความรับผิดชอบ’ เพราะตราบใดที่สังคมยังอยู่บนพื้นฐานของการเอาเปรียบกัน แย่งชิงกัน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อส่วนรวม AI ก็อาจกลายเป็นอาวุธที่ทำร้ายสังคมได้เช่นกัน