หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ศุภวุฒิ’ ตั้...

‘ศุภวุฒิ’ ตั้งโจทย์ใช้เอไอช่วยปท. รับมือ ‘สหรัฐ-จีน’ คุมคนละข้าง

23.10.25 | 11:30 น.

หมายเหตุ – นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ Road to Equality ไทยสู่ความเท่าเทียม ในงานสัมมนาใหญ่ส่งท้ายของปี AIS X มติชน “Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียม” จัดโดยเครือมติชน ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม

เรามีความคาดหวังจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ค่อนข้างสูงมาก สะท้อนจากราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ปรับขึ้นไปอย่างมากช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถึงเดือนตุลาคม 2568 ดัชนีหุ้นแนสแด็ค (Nasdaq) ของสหรัฐ เป็นหุ้นเทคโนโลยีมีราคาสูงกว่าดัชนีหุ้นตัวอื่น ทั้งหุ้นของโลกปรับขึ้น 74% แต่หุ้นแนสแด็คปรับขึ้นกว่า 108% สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนต่อเอไอเป็นอย่างมากถึงผลของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต กลุ่มนักวิเคราะห์หรือผู้เชี่ยวชาญต่างๆ อาทิ โกลด์แมนแซกส์ แม็คเคนซี่ ประเมินว่าเอไอจะทำให้จีดีพีของโลกเพิ่มขึ้นอีก 7-15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2030 เป็นการบวกจีดีพี
โลกขึ้นประมาณ 0.7-1.2% ทุกปี จากที่โตประมาณ 3% ต่อปี หากดันให้จีดีพีโตเพิ่มขึ้นอีก 1% เท่ากับจะบวกกว่า 30% ของการเติบโตในปัจจุบัน แต่ต้องยอมรับว่าประเทศที่ได้ประโยชน์มากสุดเป็นจีนและสหรัฐ เพราะเป็นประเทศต้นแบบและขับเคลื่อนเอไอ

มิติอีกด้านคือ ผลกระทบต่อการทำงาน เอไอจะเข้ามาทดแทนแรงงานบางส่วนได้จำนวนมาก มีการคาดการณ์ว่าแรงงานกว่าครึ่งจะถูกทดแทนจากเอไอในอีก 20-30 ปีข้างหน้า จะกระทบกับความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น แต่อีกด้านที่นักเศรษฐศาสตร์คาดหวังกันมากคือ เทคโนโลยีเอไอจะช่วยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ 3 ข้อใหญ่ ได้แก่ 1.การขาดแคลนแรงงาน เพราะอัตราการเกิดใหม่ลดลง และผู้คนสูงอายุ การทดแทนแรงงานขาดไปต้องใช้เทคโนโลยีเอไอ 2.หนี้สาธารณะของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว มีหนี้ต่อจีดีพีสูงถึง 110% วิธีแก้ระยะยาวต้องทำให้จีดีพีโตขึ้นจากเอไอ และ 3.การลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนผ่านเทคโนโลยีต่างๆ อาทิ โซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) สมาร์ทกริด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ แต่ต้องบอกว่าถนนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะความจริงแล้วเทคโนโลยีก็มีผลกระทบต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมากเช่นกัน

มีการระบุถึงประเทศไทยจะเพิ่มการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อให้มีข้อมูลจำนวนมากๆ ในการเทรนเอไอให้ฉลาดและเก่งขึ้น เราต้องการเพิ่มการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จากประมาณ 350 เมกะวัตต์ เป็น 1 กิกะวัตต์ภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า การลงทุนจะใช้เงินประมาณ 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2 แสนล้านบาทไทย เท่ากับจะเพิ่มเมกะวัตต์ขึ้นอีก 650 เมกะวัตต์ โดย บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) มีแผนลงทุนไฮเปอร์สเกลดาต้าเซ็นเตอร์ 150 เมกะวัตต์ ใช้เงินประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 1 โครงการนี้ จะต้องใช้น้ำ 3-5 หมื่นครัวเรือนต่อวัน และจำนวนประชากรใช้ไฟฟ้าก็ใกล้เคียงกัน ฉะนั้นหากไทยจะลงทุนเพิ่มมากขนาดนั้น เพื่อขยายดาต้าเซ็นเตอร์จะเหมือนมีครัวเรือนใช้น้ำใช้ไฟเพิ่มขึ้นอีกเป็น 2-3 แสนครัวเรือน จึงจำเป็นต้องแสวงหาทรัพยากรเหล่านี้เพิ่มขึ้นด้วย

Advertisement

ผลการจ้างงานจากการมีศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มากนัก โดยจำนวน 150 เมกะวัตต์ของดาต้าเซ็นเตอร์จะจ้างพนักงานประจำเพียง 50 คนเท่านั้น คำนวณเร็วๆ เท่ากับต้องใช้เงินประมาณ 1,000 ล้านบาทเพื่อสร้างงาน 1 งาน แต่อาจเป็นงานที่มีเงินเดือนสูงประมาณ 1 แสนบาทต่อเดือน ต้องยอมรับว่าส่วนนี้จะเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำมากกว่าลดลง
ปัญหาของเอไอมีเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสหรัฐและจีน ประธานาธิบดีสหรัฐไม่พอใจอย่างมากที่จีนมีการออกมาประกาศว่าจะควบคุมแร่หายากแรร์เอิร์ธ จีนถือเป็นเจ้าของผู้ถือครองแร่หายากปริมาณมากเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ อาทิ กรีนแลนด์ ออสเตรเลียบวกปริมาณแร่หายากแล้วยังไม่ถึง 50% ของจีนที่มีอยู่ รวมถึงจีนไม่ได้มีเพียงปริมาณแร่เยอะเท่านั้น แต่มีกระบวนการขุด แยก และแปรรูปได้กว่า 90% ของทั้งโลก ถามว่าทำไมประเทศอื่นไม่ทำแบบนี้เหมือนจีน เป็นเพราะจีนตั้งใจทำมาตั้งแต่ 30 ปีก่อนหน้านี้ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ประกาศในปี 1992 ถึงเรื่องแร่หายาก จึงจะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญ

ทำให้วันนี้ทุกคนพึ่งจีนแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยหากจีนควบคุมการส่งออกแร่หายาก หรือสินค้าทุกอย่างที่มีแร่หายากของจีน รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ
แร่หายาก หลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐ จึงเป็นห่วงว่าจะเกิดการสะดุดหรือไม่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจีน เพราะแร่หายากใช้แพร่หลายมากในปัจจุบัน ยกตัวอย่าง ไอโฟนมีแรร์เอิร์ธ 17-18 ชิ้น รถเทสลาใช้ 1.5 กิโลกรัม หากไม่มีก็ไม่สามารถวิ่งได้ รวมถึงเครื่องบินเอฟ-35 ของสหรัฐใช้ 420 กิโลกรัม เรือประจัญบานใช้ 2,360 กิโลกรัม สะท้อนถึงการใช้แร่หายากหมดเลย จึงมีความกังวลมากว่าจะมีผลกระทบเกิดการสะดุดหรือไม่ หากประเทศยักษ์ใหญ่มีการทะเลาะกันแบบนี้

 

อีกขาหนึ่งในเรื่องปลายน้ำของเทคโนโลยีเอไอเป็นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ จากต้นน้ำในเรื่องแร่หายาก อีโคซิสเต็มในภาพรวมมีผู้คุมอยู่เพียงสหรัฐ เนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน เป็นหลัก ฝั่งนี้สหรัฐกั๊กจีน สร้างความไม่พอใจให้กับจีนเช่นกัน เมื่อ 2 ประเทศมหาอำนาจคุมกันคนละข้าง เอไอก็คงมีความผันผวนและความเสี่ยงอยู่จำนวนมาก

จากข้อมูลการสำรวจพลเมืองสหรัฐพบว่า หากต้องเจอเอไอ หรือออโตเมชั่น จะตอบสนองอย่างไร ผู้ตอบแบบสำรวจชาวสหรัฐตอบว่ารับได้และต้องรับ แต่จะรับแบบเพิ่มการกีดกันการค้ามากขึ้น โดยการไม่ต้อนรับคนเข้ามาทำงานจากต่างประเทศมากขึ้น จะกระทบกับไทย และความต้องการสร้างความเท่าเทียมภายในประเทศต่างๆ ขณะเดียวกันมีงานวิจัยของไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ว่า หากเอไอเข้ามาจะกระทบกับกลุ่มใดบ้าง ประเมินกลุ่มประเทศเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ รวมไทยด้วยนั้น จริงๆ เราได้รับผลกระทบจากเอไอต่ำกว่าทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ โดยเฉพาะหากเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว มีผลกระทบสูงกว่า ทำให้เอไอจะมีผลเพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศมากขึ้น ยกเว้นแต่จะมีการปรับตัวเป็นอย่างมาก เซ็กเตอร์ที่มีผลกระทบมากหลักๆ เป็นพนักงานด้านบัญชี หรือบริการบางอย่างใช้เอไอทดแทนได้

ประเทศไทยมีการต้อนรับเอไอแบบ 2 ขาคือ การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ และหวังให้มีการใช้เอไอ แต่ตรงกลางยังไม่มีมากนัก สิ่งที่น่าสนใจคือ โจทย์ของไทยจะต้องหาทางมีส่วนร่วมของเอไอในทุกด้านได้อย่างไร หากไม่ได้
ก็ต้องตั้งคำถามว่า ดาต้าเซ็นเตอร์คุ้มค่ามากเท่าใด แน่นอนหากมีดาต้าเซ็นเตอร์แล้วมีศูนย์วิจัย หรือโรงพยาบาลสามารถใช้เอไอป้อนข้อมูลได้ ยิ่งใกล้ยิ่งดี ไม่เถียง แต่ต้องคำนวณว่า มีความคุ้มค่ามากแค่ไหน อีกส่วนคือ การเตรียมพร้อมคนของเราให้พร้อมจริงๆ ในการรองรับเอไอ หวังว่าการคุยกันในวันนี้ จะได้เห็นว่าประเทศไทยพัฒนาไปได้แค่ไหนแล้ว คาดหวังอย่างมากว่าในที่สุดแล้ว ประเทศไทยจะทำด้านการใช้เอไอให้เป็นประโยชน์ ขับเคลื่อนการใช้เอไอเป็นหลัก เพราะด้านดาต้าเซ็นเตอร์ ยังตั้งคำถามอยู่ว่าจะให้ประโยชน์ในเชิงของการลดความเหลื่อมล้ำได้ดีเพียงใด