หน้าแรก เศรษฐกิจ กระทิง-เรืองโ...

กระทิง-เรืองโรจน์ บิ๊ก KBTG โชว์เทรนด์โลก AI

23.10.25 | 12:15 น.

กระทิง-เรืองโรจน์ บิ๊ก KBTG โชว์เทรนด์โลก AI

หมายเหตุหนังสือพิมพ์มติชน ร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จัดสัมมนาเพื่อสังคม Matichon-AIS Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียม เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ (รางน้ำ) โดยนายเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มบริษัทกสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG บรรยายพิเศษบนเวที หัวข้อ “AI Thailand”

KBTG เราเป็นเทคโนโลยีอาร์ม มีพนักงานทั้งหมด 2,600 คน ใน 4 ประเทศ ที่ตนดูแลอยู่ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นพาร์ตเนอร์ให้กับ K-Group และลูกค้าของเรา ตั้งแต่ปี 2019 เรามีความฝันว่าอยากเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาค South East Asia อันดับแรกเราจึงเริ่มไปทำงานร่วมกับโปรเฟสเซอร์ ดร.แอนดรูว์ อึ้ง หนึ่งใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของโลกทางด้าน AI เป็นบอร์ดเมมเบอร์ของ Amazon.com ซึ่งตนมองเห็นว่าเรื่องของ AI มีเพียง 1 standard นั่นคือ world class standard ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องทำงาน

ถ้าถามว่าระดับ AI ของประเทศไทยไปถึงไหนแล้ว ล่าสุดโปรเจ็กต์ที่เราทำร่วมกับทีม MIT Media Lab ได้ขึ้นหน้า 1 ของ The Wall Street Journal หนังสือพิมพ์อันดับ 1 ของโลกด้านธุรกิจ รวมถึงได้รับรางวัล World Changing Ideas 2025 โปรเจ็กต์ที่ทำได้ขึ้น 1 ใน 100 ของโลกในปีนี้ และล่าสุดยังได้รับรางวัล The most Innovative Financial technology company in Asia-Pacific ไม่ใช่แค่อาเซียนแต่คือเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งเพิ่งประกาศเมื่อ 10 นาทีที่แล้ว KBTG ได้เป็น 1 ใน 3 ของโลก ด้าน Data and AI Impact ซึ่งผู้ได้ที่ 1 คือ Bank of america เราแพ้ด้วยงบไอทีของเขา 5.4 แสนล้าน

ดังนั้น เวลาถามว่าเอไอประเทศไทยไปถึงไหน อยากให้ท่านตัดสินด้วยตัวเอง แต่อยากเล่าภาพรวมว่า เอไอมี 4 เวฟ คือ AI-Fast, AI-Learn, AI-Perceive และ AI-creat และยุคปัจจุบันที่เราอยู่คือยุคตัดสินใจ เพื่อนพนักงานจูเนียร์ของเรา พัฒนาการขั้นสูงสุดอยู่เลเวล 5 ปีนี้เราอยู่เลเวล 3 ที่เอา AI มา workflows ร่วมกันกับมนุษย์ ดังนั้นอีก 2-3 ปีอาจจะกระโดดไปเลเวล 4 และปี 2030 เป็นไปได้ที่จะอยู่เลเวล 5

Advertisement

อีก 5 ปีข้างหน้าเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุด ผมพูดทุกครั้ง ว่าปี 2030 คือ ‘จุดหักศอกครั้งสุดท้าย’ แต่จุดหักศอกแรก 2024-2025 คือกลางทศวรรษ ปีนี้กับปีที่แล้วเราถึงรู้สึกว่าทำไมโลกเปลี่ยนไปเร็วมากๆ ไม่ต้องแปลกใจ เราคือการหักศอกครั้งที่หนึ่งหักศอกที่ 2 คือปลายทศวรรษนี้

โจทย์ของตน คือ The current state of AI เป็นอย่างไร ซึ่งพบว่ากว่า 70% ขององค์กรเริ่มใช้เอไอแล้ว และเริ่มเห็นวิวัฒนาการ อย่างขององค์กรเรานำไปใช้กับการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งซอฟต์แวร์ปีนี้ 20 ล้านบรรทัดจะถูกเขียนด้วยเอไอ เพียงแค่ 1 use case น่าจะประหยัดให้องค์กรไปได้ 196 ล้านบาท รวมถึงการเขียนซอฟต์แวร์ให้องค์กร เราเริ่มเห็นว่ามันเป็นไปได้ บางเรื่องถ้าเราโฟกัสตั้งใจ ก็ไประดับโลกได้เหมือนกัน

อีกคำที่พูดกันจนเกร่อ คือ รีสกิล-อัพสกิล แต่แค่นี้ไม่พอ ต้องเติมคำว่า Forward ไปทางข้างหน้า exercise ที่ผมอยากให้ทุกท่านกลับบ้านในวันนี้แล้วไปทำคือ เขียนให้ตัวเองว่าสิ้นปี 2026 จะทำอะไรให้ตัวเองภูมิใจ จะเรียนรู้เรื่องอะไร เขียน headline เป็นจดหมายน้อยเก็บใส่กระเป๋าไว้ติดตัวและนั่งท่องไว้ ฉันจะเป็น master ด้านเอไอเรื่องอะไร

ยกตัวอย่างแบรนด์หนึ่ง ที่พึ่งมีโอกาสได้คุยคือแบรนด์ La Glace น้องไอติม ใช้ data มหาศาล ประเมินตั้งแต่เทรนด์นอกโลกเป็นยังไง social listening กับ data ประเมินขนาดตลาด ทำ test ทำอะไร เขาใช้ social listening ด้านหนึ่ง creative สุด แต่ creative เมื่อมารวมกับ automation AI data analytics มันประสานกันทั้งหมด มันคือที่สุดจริงๆ ซึ่งใช้ทักษะและสกิลคนละเรื่อง แต่ใช้ได้กับทุกที่

ตนบอกเสมอ ต่อไปทุกองค์กร สิ่งนี้คือ mandatory 75% เป็นพื้นฐานที่ทุกองค์กรจะใช้ทดสอบการจ้างงาน แต่อีกด้าน เอไอทำให้เราขี้เกียจขึ้น ทำให้เราโง่ลง แล้วมันเร็วมาก ภายในปี 2026 จะทำให้เราเป็น Lazy Thinker

ดังนั้นประเด็นที่ 2 นอกจากส่งเสริมทักษะการใช้เอไอ องค์กรยังจึงต้องประเมิน Critical Thinking คิดบวก เชื่อว่าฉันจะใช้ประโยชน์จากเอไอเอ แต่เอ๊ะ! กับเอไอเสมอ ‘Human with Skill will become rare’ คนที่มีสกิลแห่งความเป็นมนุษย์ เป็นนักคิดที่ดี จะยิ่งหายากมากขึ้น ยิ่งใช้ AI ก็จะยิ่งโง่ลง สมองจะพึ่งพามันจนวันหนึ่งทำอะไรไม่เป็น เป็นสิ่งที่ห้ามให้มันเกิดขึ้น การคิดว่า AI เหมือนพ่อมด จะทำให้เราถอยหลังไปเป็น 10 ปี

จำไว้ว่า ด้วยมายด์เซตแรกนี้ ‘Be Critical and Practical Optimist’ จะทำให้คุณอยู่รอดในยุคนี้ เมื่อไหร่ที่คุณมองโลกในแง่ร้าย AI จะมาล้างบาง ทรัพยากรธรรมชาติ บลาๆ เมื่อไหร่ที่เกิดความคิดนี้ จงสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่พระพุทธเจ้าสวดให้กับปัญจวัคคีย์ เพราะเอไอ จะทำให้เริ่มเกิดเรื่อง national digital state platform และยูนิตในการแข่งขันและร่วมมือคือ ‘1 ประเทศ’ ซึ่งการที่อินโดนีเซียเขาต่อรองได้ ก็เพราะต้องผนึกกำลังกัน as a country

เราอยู่ในยุคของ Multiagent AI ภายในปี 2028 โดย 80% ขององค์กรจะเริ่มใช้เรื่องของ AI agent หลายๆ ตัวคุยกัน เพื่อแก้กระบวนการทางธุรกิจ เพื่อเสิร์ฟลูกค้า ข้อที่สำคัญมาก Gartner Says ต้อง ‘ออกแบบกระบวนการ ที่เรียกว่า A-Centric’ สำหรับลูกค้าที่มีทั้งเอไอ และที่พนักงานเป็นตัวหลัก ต้องออกแบบและเริ่มคิดให้เอไอ เป็นเสมือนพนักงานจูเนียร์ของคุณ และลองตั้งชื่อที่ให้

ต่อมาจาก SEO สู่ AIO เอไอเริ่มโปรโมตสินค้าให้ได้แล้ว ทำอย่างไรให้สินค้าและบริการของคุณถูกค้นพบได้ด้วย AI เริ่มเอาใจมัน จะเป็น The next frontier ที่ต้องเรียนรู้ทักษะนี้ ซึ่งปีหน้าผู้ชนะ ‘ไม่ใช่คนใช้ AI แล้วเกิด productivity’ นั่นคือโจทย์ 2025 มันเก่าแล้ว แต่ปีหน้าคือเรื่อง ‘การล้อมรั้ว’ (deploying AI Guardrails) ไม่ให้เอไอทำเรื่องไม่ดี เพราะจะเริ่มเห็นบริษัทคอนซัลต์ แล้วเอาเอไอไปเขียนงาน แล้วโดนปรับเยอะมาก คุณต้องล้อมรั้ว คิดเรื่อง Risk ออกแบบตั้งแต่ต้น เก็บเงินเตรียมตัวสำรองไว้ เพราะมันจะเกิด Excident

แนวโน้มต่อมาคือ Money is the Computer เงินเป็นคอมพิวเตอร์ เพราะ AI ทำงานแทนคุณได้ จองตั๋วเที่ยวบิน โรงแรม คุณต้องเขียนเงื่อนไขการใช้เงิน เช่น จองโรงแรม จะต้องมีรายละเอียดแบบนี้ๆ สร้างเงื่อนไขให้เอไอ ใช้เงินให้ถูกทาง จากเแต่ก่อนเงินเป็นแค่ข้อมูล ว่าคุณโอนจาก A ไปบัญชี B ต่อไป เงินคือซอฟต์แวร์ แล้วจะถูกใช้ด้วยเอไอมากขึ้น ผมคิดว่าเงินในยุคอนาคต จะเหมือนไอเท็มในเกม

ประเด็นต่อมา ถ้าใครอยากมีสกิล ให้มองเรื่องงาน AI Governance ซึ่งจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ปีที่แล้วมีกฎหมาย AI ออกมาเป็น 1,000 ฉบับ ดังนั้นเรื่องการกำกับดูแลเรื่องเอไอ ต่อไปทุกองค์กรต้องมี

คนคนนี้จะเป็นมนุษย์ทองคำยุคถัดไป องค์กรต้องลงทุนเรื่องการกำกับดูแล AI เท่าๆ กับการสร้างและนำเอไอมาใช้งาน ซึ่งจะมีกฎหมายฉบับใหม่ๆ ออกมา คนคนนี้มีหน้าที่สร้างมายด์แมป เทียบว่า กฎหมายตรงนี้ถูก-ตรงนี้ผิด ต้องเป็นมนุษย์ระดับมงกุฎเพชร เป็นคนที่สร้างเอไอ ที่มา Govern เอไอได้ จะยิ่งเป็นมนุษย์ที่สำคัญที่สุด

ประเด็นต่อมา ‘35 years old productivity User Experience will End’ กล่าวคือ productivity tools ทั้งหลายที่เราใช้ในปัจจุบัน ทั้ง excel, powerpoint จะจบในยุคเรา ซึ่ง Gartner บอกว่าภายใน 2027 เพราะต่อไปนี้คุณสั่ง AI ให้ทำให้ ทำไมจะต้องมานั่งจำสูตร ดังนั้นปีหน้า อยากให้ทุกคนเขียนเฮดไลน์ ว่าปีนี้ฉันจะใช้เอไอสร้างอะไรสักอย่าง mini product mini service mini process หรืออะไรก็ตาม 1 สัปดาห์ 52 ครั้ง

อีกมายด์เซตคือ คิดว่าเอไอเป็นน้องจบใหม่ เป็นน้องที่ขยัน ถามอะไรตอบได้หมด แต่พี่ยังต้องตรวจงาน คิดแบบนั้น ต้องคอยสอน น้องอาจจะทำผิดพลาด ต้องระมัดระวัง และข้อถัดไป คุณใช้เครื่องมือ AI อะไรก็ตาม จงใช้มายด์เซตแบบ ทินเดอร์ อย่าใช้มายด์เซตแบบ Coffee Meets Bagel (CMB) อย่าแต่งงานหรือตกหลุมรักกับ AI ตัวใดตัวหนึ่ง จงเดตมันไปเรื่อยๆ ปัดมันไปเรื่อยๆ

ดังนั้น จง Build your product and service for Human and AI ต่อไปคุณสร้างให้คนอย่างเดียวไม่พอแล้ว เพราะ AI ก็จะเป็นลูกค้าของคุณด้วย เงินจะเป็น ซอฟต์แวร์ไม่ใช่แค่ ดาต้า ปีหน้าเป็นต้นไปคุณต้องเรียนรู้และพัฒนาอย่างรวดเร็ว KBTG เราถึงใช้สิ่งที่เรียกว่า ‘human-first AI-first’ และ always ‘have human in the loop’ จะเริ่มเห็นการลงทุนของ บิ๊กเทค เป็นล้านๆ เหรียญ คำถามที่ไม่จำเป็นคือ เมื่อไหร่ AI จะฉลาดกว่ามนุษย์? มันไม่ได้มีสาระใดๆ ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณจะทำในปัจจุบัน

คำถามที่ 2 คือ AI เป็นฟองสบู่หรือยัง? คำถามคือ ต่อให้ฟองสบู่แตกแล้วอย่างไร เป็นโอกาสที่ดีด้วยซ้ำสำหรับคนที่ทำในช่วงฟองสบู่แตก ปีหน้าบอกเลยว่า มันจะชิฟต์ จาก ‘Knowledge Economy’ เป็น ‘Trust Economy’ แบรนด์ที่แข็งแกร่ง สร้างมายาวนานยิ่งสำคัญ เพราะความรู้จะเข้าถึงคุณได้อย่างง่ายดาย โลกขยับไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Trust Economy ยิ่งสร้างความเชื่อใจให้ลูกค้าได้มากเท่าไหร่ มีข้อมูลที่มีคุณภาพ เฉพาะเจาะจง และเป็นประโยชน์ คุณคือผู้ชนะในยุคนี้

แต่ถ้าดาต้าห่วย ข้อมูลยังผิด อย่าไปทำมันเลย จะขึ้นสูงกว่าเนินเขาของปลวกนิดเดียว ดังนั้นในปีหน้าจะเป็นตัวชี้วัดเรื่อง AI security and resilience ปีหน้าเหรียญพลิกคุณต้องคุยเรื่องความเสี่ยง (Risk) ไม่ใช่ปีแห่งการทดลองแล้ว แต่เป็นปีที่ต้อง move ของเจ๋งๆ ขึ้นไปทำ production และสเกลทั้งองค์กร

หลักการคือ Top management คนที่อยู่ยอดของพีระมิด คือคนที่ Ignite (จุดเริ่มต้นเปลี่ยน) และ Drive (ขับเคลื่อน) การเปลี่ยนแปลงในองค์กร แต่คนที่จะสเกล (ขยายผล) ได้คือ Middle management คนนี้คือคีย์ เมื่อได้สเกลแล้ว แต่ยังไม่ยั่งยืน นั่นเป็นเพราะทุกคนที่อยู่ฐานรากของพีระมิด ซึ่งเป็นคนที่ sustain

ปีหน้า 2026 จะเห็นได้ชัดมาก องค์กรและคนที่พัฒนาได้ จะไปแบบนี้ หน้าที่ของพวกเรา คนที่เป็นบัวเหล่าที่ 1 เรียนรู้จากเขา แต่คนที่ลงมาเหล่า 3 อย่าให้เขาตกลงไปเหล่า 4 เหล่า 5 โดยปี 2026= A year of AI Realism ปีหน้าวัดความเป็นจริงของเอไอ หลายองค์กรบอกว่าเห็นไหม ‘เอไอ ไม่ใช่ของกิน ฟองสบู่แตก เย้ๆ’ แต่เดี๋ยวมันจะกลับมา คนที่ชนะคือ คนที่กัดฟันสู้ต่อ ทรานส์ฟอร์มแม้จะอยู่จุดหุบเหวแห่งความสิ้นหวัง แต่ถ้ายังกัดฟันสู้ ไปต่อ เมื่อนั้นคุณจะไปสู่เนินเขาแห่งการบรรลุธรรม

ถ้าถามไทย “เอไอในไทย” เป็นอย่างไร เราผ่านจุดที่เรียกว่า Hello world ของเอไอ ไปไกลมากแล้ว แต่ผลลัพธ์จากเอไอยังต่างกัน จาก BCG ไทยเป็น Front runner ในการนำเอาเอไอมาใช้ แล้วคนไทยโคตรครีเอทีฟ ผมสัมภาษณ์ Jason Kwon เป็น Chief Strategy Officer (CSO) ของ OpenAI เขายังบอกเลยว่า ‘คนไทยนี่ creative มาก เราไม่เคยคิดเลยนะว่าจะเอา Chat GPT มาเป็นหมอดู’ คือคนไทยเราครีเอทีฟ จริงๆ เมื่อเอา creativity ของคนไทยมารวมกับ AI และเทคโนโลยี เราสามารถ Leapfrog (ก้าวกระโดด) ในหลาย Area ได้ เราเป็น Front runner ใน Southeast Asia

เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทุกองค์กรในไทยถ้าตั้งใจ เราไปสู่ระดับเอเชีย-แปซิฟิก หรือระดับโลกได้ แม้กระทั่งเรื่องเอไอ โดยมี 4 sector ที่มีส่วนนำองค์กรในไทยอย่างมากในเรื่องของ AI คือ finance, telco,e commerce และ manufacturing แต่เพียงแค่ 1 ใน 3 ที่นำเอไอไปใช้แล้วเกิดผลลัพธ์รีเทิร์นจากการลงทุนจริงๆ จงผลักดันตัวเอง ให้ไปสู่เนินเขาแห่งการบรรลุธรรม

สำหรับการชาเลนจ์ขององค์กรไทยในปีหน้า คือ 1.การนำ AI เข้าไป integration กับคนและระบบดั้งเดิม “ต้องฉีด ‘เอไอคัลเจอร์’ เข้าไปในองค์กร ต่อมาคือ governance เรื่องใหญ่, Ethical Issues ซึ่ง people development ต้องจบแล้ว เรื่อง AI literacy ผมเริ่มทำตั้งแต่ปี 2023 ในปี 2024 พนักงาน KBTG ทุกคนเป็น AI literacy และเรามี AI Engineer ปีนี้ 750 คน

2.Scaling and Measuring Outcomes นี่แหละคือเรื่องสำคัญ โดยจำคำผมไว้อย่าไปสนใจฟองสบู่แตก AI winter AIฉลาดกว่าคน กัดฟันเลือกยูสเคสที่ถูกสร้าง Data ที่ดี transform process, transform องค์กร restructure Revival องค์กร ทั้งหมด พัฒนาผู้นำ โฟกัส Middle management และกัดฟันช่วยทุกคนให้ไปด้วยกัน

ประเทศไทยมีเฮดสตาร์ต เรายังไปต่อกันได้ แต่ความท้าทายอื่นๆ ยังรออยู่อีกเต็มไปหมด ทั้ง Misinformation/Disinformation เอไอทำให้เราขี้เกียจขึ้น โง่ลง และพึ่งพามันเยอะเกินไป คนไทยเป็นซึมเศร้า 11 ล้านคน รู้สึกเหงา

ถัดมาคือ Job loss / dislocation จะมีแน่ๆ รวมถึง energy demand and resource (water) อิมแพกต์กับทรัพยากรน้ำอากาศ หรือแม้กระทั่งอีกด้านที่มีการลงทุนเยอะมากๆ คือเรื่องการนำ AI ไปใช้เป็นอาวุธ (weaponize AI) คือสิ่งที่เราในสังคมต้องตระหนักรู้และเตรียมรับมือ ในฐานะประเทศ

AI ใน thailand มีโมเมนตัมที่สตรองมากๆ เราต้อง accelerate above and beyond เราสามารถใช้ AI ทำให้เราแข่งขันกับคนอื่นเขาได้ ทำให้เราทำ product ได้เร็ว และหลายอย่างมากขึ้น แต่จงจำไว้ใช้มันด้วยมายด์เซตแบบทินเดอร์ ที่มันเหมาะกับยูสเคส ซึ่งมันช่วยเราได้แน่นอนในเรื่องของ health จงจำไว้ว่ามันถึงโอกาสที่ AI สามารถช่วยเราได้

ตนทำงานที่ KBTG มา 7 ปี กัดฟันสู้ผ่านช่วงโควิด ทำเรื่องจัดการดาต้าเซ็นเตอร์พื้นฐาน ซึ่งค่อยๆ ทำมาเรื่อยๆ ปีนี้หักศอกชัดเจน และปีนี้รู้สึกมาถูกทางมาก หลังเปลี่ยนจากทำเรื่อง AI First มาทำเรื่อง Human first-AI first

ถือว่าถูกทางมาก เวลาทำงานกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้ง ม.ลาดกระบัง ธรรมศาสตร์ จุฬาฯ มหิดล บางคนจบมาทำโปรเจ็กต์ที่มีคนใช้เป็นล้านคน ลงไปทำเรื่อง cyber security ด้วยกัน ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาฯ virtual patien + เป็นผู้ป่วย AI เพื่อนำมาฝึกหมอ

เราทำกับ กศส.ซึ่งต้องขอบคุณมาก มีความฝันร่วมกันว่าจะได้เอาเทคโนโลยีที่ได้ขึ้นหน้าหนึ่ง The Wall street journal ได้เป็น world changing idea มาใช้กับเด็กไทย ผ่านทาง กศส. ซึ่งให้โอกาสเรา เพื่อสอนเด็กไทยอย่างมีคุณภาพ จริยธรรม และสอนในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ยกระดับให้กับลูกหลาน ซึ่งกำลังจะ Launch ในปีหน้า

สุดท้ายเชื่อว่า เรื่องเอไอ คุณต้องมีมายด์เซตอันหนึ่งคือ we are all inทุกคนพยายามทุ่มเทแล้วบอกว่า ไทยยังไปต่อได้ แม้กระทั่งอายุที่ AI disrupt สุดๆ และมีความหวัง ร่วมมือกัน ร่วมสร้างสรรค์ และแบ่งปัน อย่าทิ้งใครไว้ข้างหลังช่วยกันหักศอกตรงนี้ขึ้นมา ผมเชื่อว่าประเทศไทยไปต่อได้ ไปสู่ world class country ได้อีกครั้งหนึ่ง ขอให้พวกเราช่วยกัน เพราะ Unit of the Country is the only team Thailand and it’s only team we have