หน้าแรก เศรษฐกิจ คนไทย ใช้เงิน...

คนไทย ใช้เงินเดือนชนเดือน 82% มีหนี้ มนุษย์เงินเดือน 70% ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน

22.10.25 | 20:17 น.

ทีเอ็มบีธนชาต เผยข้อมูล “สุขภาพการเงินมนุษย์เงินเดือนไทย” พบปัญหาครอบคลุมทุกระดับรายได้ ทั้งหนี้สินล้นมือ ขาดเงินสำรองฉุกเฉิน และขาดความคุ้มครองเมื่อเจ็บป่วย สะท้อนวิถีชีวิตคนทำงานยุคใหม่ที่ใช้จ่ายเกินตัว พร้อมแนะทางออก “สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน”

นายนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่มงาน Data และ Analytics ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่าประเทศไทยมีมนุษย์เงินเดือนกว่า 12.5 ล้านคน คิดเป็น 30% ของแรงงานทั้งหมด และสร้างรายได้ภาษีบุคคลธรรมดามากถึง 90% หรือกว่า 2.7 แสนล้านบาทต่อปี ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมไทย แต่วันนี้กลับต้องแบกรับความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งภาระหนี้ การขาดเงินออมและเงินฉุกเฉิน การใช้ชีวิตเดือนชนเดือนแม้มีรายได้สูง รวมถึงความคุ้มครองที่ไม่เพียงพอ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า การเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน การวางแผนทางการเงิน ตลอดจนการเลือกเครื่องมือทางการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

ข้อมูลจาก บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) และ ttb analytics ณ เดือนมิ.ย. 2567 ชี้ว่า คนไทยเกือบ 40% มีหนี้ในระบบ โดยมีหนี้สินเฉลี่ยสูงกว่า 5 แสนบาทต่อคน โดยเฉพาะกลุ่มวัยสร้างครอบครัวอายุ 35-60 ปี ที่มีภาระหนี้สูงที่สุด ขณะที่หนี้สินเชื่อส่วนบุคคลยังคงเป็นภาระของทุกช่วงวัย แม้กระทั่งในวัยเกษียณ

ทั้งนี้จากผลสำรวจ ttb financial health check หรือโปรแกรมตรวจสุขภาพทางการเงินออนไลน์ของมนุษย์เงินเดือนในประเทศไทยกว่า 96,000 คน ระหว่างเดือนส.ค.2566 – ก.พ.2568 พบว่าพฤติกรรมทางการเงินของมนุษย์เงินเดือนในยุคปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในภาวะเปราะบางทางการเงิน โดยกว่า 8 ใน 10 คน หรือราว 82% มีหนี้สิน ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ส่วนบุคคลและบัตรเครดิตคิดเป็นสัดส่วนถึง 53% รองลงมาคือหนี้รถคิดเป็น 17% และหนี้บ้าน 15%

Advertisement

ยิ่งไปกว่านั้น 65% ของคนที่มีหนี้ที่จ่ายไหว แต่เลือกจ่ายหนี้ขั้นต่ำ ทำให้ราว 49% มีความเสี่ยงมีหนี้พอกพูนสะสม จากภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นว่า “ผ่อนชำระแต่ดอก ไม่กินเงินต้น” ส่งผลให้คนไทยอยู่ในวงจรหนี้ไม่สิ้นสุด และมีความเสี่ยงที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้

ข้อมูลยังระบุด้วยว่า 70% ของมนุษย์เงินเดือนยังไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ สำหรับใช้จ่ายได้ต่อเนื่อง 3–6 เดือน หากขาดรายได้ และ 80% ไม่มีความคุ้มครองทางการเงินที่เพียงพอ หากเจ็บป่วยหรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน

ด้านพฤติกรรมการออมพบว่า 77% ของมนุษย์เงินเดือนออมเงินไม่ถึง 10% ของรายได้ต่อเดือน และ 32% ของผู้ที่มีรายได้เกิน 1 แสนบาทต่อเดือน ยังคงใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน และอีก 16% มีรายจ่ายมากกว่ารายได้

สะท้อนว่าความไม่มั่นคงทางการเงินเกิดขึ้นกับทุกระดับรายได้ ขณะเดียวกัน กลุ่ม Gen X (อายุ 45-60 ปี) และ Baby Boomers (61 ปีขึ้นไป) กว่า 57% ยังไม่มีแผนเกษียณ ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว

ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบตัวชี้วัดระหว่างปี 2561 กับ ปี 2567 สัดส่วนประชากรไทยที่มีหนี้ในระบบ ในแต่ละช่วงอายุ พบว่าวัยที่มีภาระหนี้สูงที่สุดคือกลุ่ม “วัยสร้างครอบครัว” ซึ่งอยู่ในช่วงอายุประมาณ 35-50 ปี ซึ่งเป็นหนี้จากการกู้ซื้อบ้าน รถยนต์ รวมถึงภาระเลี้ยงดูครอบครัว

และยังพบด้วยว่ากลุ่มวัยทำงาน (25-35 ปี) ถึงวัยสร้างครอบครัว มีสัดส่วนผู้มีหนี้เพิ่มจาก 31% ในปี 2561 เป็น 38% ในปี 2567 สะท้อนว่าคนวัยนี้ยังคงเป็นกลุ่มหลักของระบบสินเชื่อไทย

ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้เสียเพิ่มจาก 17% ในปี 2561 เป็น 22% ในปี 2567 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนเริ่มเปราะบางมากขึ้น โดยมีปัจจัยจากรายได้โตไม่ทันรายจ่าย และการก่อหนี้เพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้น

ด้านโครงสร้างหนี้ของแต่ละช่วงวัย พบว่า วัยเริ่มทำงาน มักเริ่มสร้างหนี้จาก “สินเชื่อมอเตอร์ไซค์” และ “สินเชื่อส่วนบุคคล” เพื่อรองรับการเริ่มต้นชีวิตการทำงาน โดยหนี้ทั้งสองประเภทนี้จะอยู่กับผู้กู้ไปเกือบทุกช่วงอายุ

จากนั้นเมื่อเข้าสู่วัยสร้างครอบครัว ภาระหนี้หลักจะขยับไปที่ “สินเชื่อบ้าน” และ “สินเชื่อรถยนต์” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มนี้มีภาระหนี้สูงสุดในระบบ

ส่วน “วัยก่อนเกษียณ” อายุ 50 ปีขึ้นไป พบว่าภาระหนี้ส่วนใหญ่ยังคงเป็นหนี้บ้านที่ยังผ่อนต่อเนื่องมาจากช่วงวัยสร้างครอบครัว และบางส่วนยังมีหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลคงค้างอยู่ แม้ว่าจะมีรายได้ลดลงจากช่วงวัยทำงานเต็มที่

ทางด้านนางณัฐวรรณ อภิรัตนพิมลชัย ประธานกลุ่มกลยุทธ์ลูกค้าบุคคล ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า จากโครงสร้างหนี้ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการวางแผนการเงินตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระหนี้ขยายตัวเกินขีดความสามารถในการชำระในระยะยาว

พร้อมแนะนำให้ผู้บริโภคบริหารจัดการหนี้อย่างมีวินัย โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยได้เสนอแนวทาง “บันไดสู่ออกจากวงจรหนี้” เพื่อช่วยให้มนุษย์เงินเดือนปรับพฤติกรรมและสร้างเส้นทางสู่ความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืน

1.หยุดก่อหนี้ใหม่ และไม่ควรกู้หนี้ใหม่มาชำระหนี้เก่า เพราะจะยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง

2.สรุป รวบรวมรายการหนี้คงค้างทั้งหมด ทั้งจากบัตรเครดิต สินเชื่อ หรือหนี้นอกระบบ เพื่อมองเห็นภาพรวมของภาระทางการเงินอย่างชัดเจน

3.การรวมภาระหนี้ให้เหลือเพียงก้อนเดียว เพื่อวางแผนปรับโครงสร้างหนี้ (รีไฟแนนซ์) ที่มีภาระดอกเบี้ยต่ำ เช่นบ้านที่เริ่มปลอดภาระหนี้, หรือการนำรถมาขอสินเชื่อจำนำทะเบียน ซึ่งดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ที่ดอกเบี้ยสูง อย่างสินเชื่อส่วนบุคคล และหนี้บัตรเครดิต