พาชมโมเดล ‘ซีพี-เมียนมา’ต้นแบบ‘ฟ้าใส’
นำร่องระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด
แนวคิดจัดการอากาศสะอาด และลดปัญหาหมอกควันข้ามแดน เป็นเรื่องที่ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างสูง ส่งผลให้ทุกภาคส่วนตื่นตัว โดยเฉพาะเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ที่ได้ลงมือปฏิบัติแล้วผ่านหลายโครงการ หนึ่งในนั้นคือจัดทำ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา” (Myanmar Corn Traceability System)
ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 บริษัท CP ประเทศไทย และบริษัทในเครือบริษัท เมียนมา ซี.พี. ไลฟ์สต็อก จำกัด ผู้นำด้านธุรกิจการเกษตรและอาหารของเมียนมา ก่อตั้งปี 2540 ดำเนินธุรกิจตั้งแต่การเกษตร การผลิตอาหาร ถึงธุรกิจค้าปลีก ได้จัดกิจกรรมครั้งสำคัญ โดยมอบใบรับรองผลระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมาให้แก่ Myanmar Corn Industrial Association (MCIA) สมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา CPP Fertilizer Co., Ltd. ผู้ประกอบการเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมา Bangkok Produce Merchandising PCL (BKP) ผู้จัดการวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมา และ Myanmar C.P. Livestock Co., Ltd. ผู้ประกอบการโรงงานอาหารสัตว์ในเมียนมา
ถือเป็นการรับรองผลระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมาครบตลอดห่วงโซ่ พร้อมกับประกาศความพร้อมรับนโยบาย “มาตรการข้าวโพดปลอดการเผา” ที่ประเทศไทยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569
พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงย่างกุ้ง โดยมีหน่วยงานสำคัญจากทั้งสองประเทศเข้าร่วม ทั้งกระทรวงพาณิชย์จากประเทศไทย สำนักงานประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ (GISTDA) จากประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา (MCIA) และ Control Union ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจประเมินระดับโลกจากเนเธอร์แลนด์
นายมงคล วิศิษฏ์สตัมภ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง กล่าวว่า นับเป็นก้าวสำคัญเชิงนโยบาย สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการผลักดันยุทธศาสตร์ “ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)” สู่การปฏิบัติจริง ด้วยความร่วมมือแบบพหุภาคี ทั้งจากรัฐ เอกชน และเกษตรกร โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาจุดความร้อนและไฟป่าในพื้นที่ชายแดน โดยใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมา ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่างภาครัฐเมียนมา, MCIA, เครือเจริญโภคภัณฑ์ และพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้เทคโนโลยีระดับโลก อาทิ ดาวเทียม Sentinel-2 ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA), ฐานข้อมูล Land Cover และการลงทะเบียนเกษตรกรผ่านระบบดิจิทัลที่มีใบ
รับรอง QR Code ซึ่งได้รับการรับรองโดย Control Union สถาบันตรวจสอบอิสระระดับโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของข้าวโพด ตั้งแต่แปลงปลูก พร้อมระบุว่า ไม่มีการบุกรุกพื้นที่ป่าและไม่ใช้การเผา
โครงการนี้เป็นต้นแบบของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ไม่เพียงแต่ลดจุดความร้อน แต่ยังสนับสนุนการค้าอย่างยั่งยืน โดยไทยกำหนดแผนปฏิบัติการฟ้าใส 2567-2573 ครอบคลุมการลดจุดความร้อน จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยง และสนับสนุนศูนย์ปฏิบัติการที่เนปยีดอ เพื่อให้รับมือกับไฟป่าและ PM2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยประกาศมาตรการห้ามเผา และออกระเบียบใหม่บังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยสินค้านำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศต้องแสดงหลักฐานว่าปลอดการเผาเท่านั้นจึงจะสามารถนำเข้าได้ ต่อไปจะขยายผลความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน และยกระดับจากภาคเอกชนสู่ความร่วมมือภาครัฐ ซึ่งจะทำให้ระบบตรวจสอบย้อนกลับของเมียนมา กลายเป็นส่วนหนึ่งของการค้าแบบยั่งยืนในระดับอาเซียน

นายเอกวัฒน์ ธนประสิทธิ์พัฒนา อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายพาณิชย์ ระบุ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความสําคัญอย่างยิ่ง ทั้งกับเมียนมา ไทย และภูมิภาค เนื่องจากใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ รวมทั้งสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยประเทศไทยนําเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1.5-2 ล้านตันต่อปี และนําเข้าจากเมียนมาเป็นอันดับ 1 โดยปี 2567 ไทยนําเข้าจากเมียนมา 1.75 ล้านตัน มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 88% ของการนําเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทย ช่วง 8 เดือนแรกปี 2568 นําเข้าแล้ว 1.23 ล้านตัน มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86% เมียนมาผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2-3 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นใช้ภายในเมียนมา 1 ล้านตัน และส่งออก 1-2 ล้านตัน จากตัวเลขสะท้อนผลประโยชน์ร่วมกันทั้งของไทยและเมียนมา

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า มาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผาเริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดทางการค้า แต่เป็นความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศในภูมิภาค ในการสร้างห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา และขับเคลื่อนการค้าสินค้าเกษตรไปสู่ความยั่งยืน ทั้งยังสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy (BCG) ที่นานาประเทศรวมถึงไทยให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตาม มาตรการแบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกช่วงปรับตัวตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ผู้นำเข้าต้องขึ้นทะเบียนรายปีกับกรมการค้าต่างประเทศ และยื่นเอกสารอย่างใดอย่างหนึ่งประกอบการนำเข้าที่ระบุข้อมูลที่จำเป็น เช่น พิกัดปลูก ผู้รวบรวม ผู้ส่งออกและผู้นำเข้า เพื่อใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับ ส่วนระยะที่สอง เมื่อกฎหมายการบริหารจัดการอากาศสะอาดและกฎหมายลูกมีผลบังคับใช้แล้ว จะเข้าสู่การบังคับใช้มาตรการเต็มรูปแบบ โดยข้อกำหนดเรื่องเอกสารจะเข้มงวดขึ้น อาทิ ต้องระบุพิกัดแปลงปลูก (ละติจูด/ลองจิจูด) มาตรฐานที่ใช้รับรอง และรายละเอียดของผู้เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เป็นต้น และผู้นำเข้าต้องเก็บรักษาข้อมูลไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับ และจะได้รับโทษหากพบว่ามีการแจ้งข้อมูลที่ไม่เป็นจริง
นายอู เอ ชาน อ่อง ประธานสมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา (MCIA) เปิดเผยว่า MCIA ผลักดันให้สมาชิกร่วมมืออย่างเต็มที่ในการสนับสนุนเกษตรกรให้เข้าร่วมระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ได้พัฒนาขึ้นมาร่วมกันระหว่างซีพีจากประเทศไทย และได้รับการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ซึ่งได้นำมาใช้ในเมียนมาตั้งแต่ปี 2566 ข้อมูลในระบบช่วยให้ผู้ซื้อสามารถมั่นใจว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาจากแหล่งที่มาที่ปลอดภัย ไม่ได้มาจากพื้นที่ป่าดั้งเดิม หรือพื้นที่เผาในแปลงข้าวโพด

นาย Stephan Moreels กรรมการผู้จัดการ Control Union ประเทศไทย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการตรวจประเมินจากเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า ระบบตรวจสอบย้อนกลับ คือเครื่องมือช่วยให้สามารถติดตามข้าวโพดได้ตั้งแต่ฟาร์ม โรงงานอาหารสัตว์ ผู้ใช้ปลายทาง และแหล่งที่มาไร้การตัดไม้ทำลายป่า หากไม่มีการตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม อาทิ อาจเกิดการแอบอ้าง หรือให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับที่มาของข้าวโพด อีกทั้งห่วงโซ่อุปทานมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับคนกลางหลายราย จำเป็นต้องมีระบบมาตรฐานกลางในการติดตามข้อมูล เพื่อทำให้ความเชื่อมั่นจากผู้ซื้อและผู้บริโภคลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ยืนยันว่า เครือซีพีมีนโยบายชัดเจนไม่รับซื้อข้าวโพดจากพื้นที่บุกรุกป่า หรือพื้นที่ที่เกิดจากการเผาแปลง จึงร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเดินหน้าระบบ
ตรวจสอบย้อนกลับ โดยเชื่อมั่นระบบนี้คือเครื่องมือที่จะแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติจริงด้วยความโปร่งใส ซึ่งเราได้ดำเนินการมาแล้ว 1 ปี จากมีผู้รวบรวมในเมียนมาใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มต่อเนื่อง เกิน 141 รายแล้ว ต่อไปเดินหน้าพัฒนา-ขยายผล และมุ่งพัฒนานวัตกรรมใหม่ต่อเนื่องเพื่อขยายตลาดข้าวโพดตรวจสอบย้อนกลับ ทั้งสนับสนุนเกษตรกรด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแรงจูงใจสู่การทำเกษตรที่ยั่งยืน และจะวางแผนบูรณาการกับหน่วยงานรัฐบาลเมียนมา ตอบรับนโยบายบังคับใช้การนำเข้าข้าวโพดปลอดการเผาในปี 2569 รวมถึงสนับสนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด และกฎหมายลูกในอนาคต

นายวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจพืชครบวงจร เขตเมียนมา เล่าถึงการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใช้ในเมียนมาซึ่งครบ 1 ปีแล้ว พบว่าจุดความร้อนในพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมาลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เพราะสถานการณ์การเพาะปลูกลดลงจากลานีญาและเหตุการณ์ความไม่สงบในเมียนมา ปัจจัยสำคัญคือ การมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ได้มาตรฐานสากล ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากภาครัฐทั้งไทยและ
เมียนมา ถือเป็นกลไกตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ ‘ฟ้าใส’ ของรัฐบาลไทย ในการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนระหว่างไทย เมียนมา และลาว
สำหรับระบบตรวจสอบย้อนกลับมี 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1.การขึ้นทะเบียนคู่ค้าและการวาดขอบเขตแปลงเพาะปลูก 2.การระบุพิกัดของพื้นที่เพาะปลูกโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม 3.การตรวจสอบแนวป่า 4.ติดตามจุดความร้อนในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 5.การตรวจสอบพื้นที่ที่เผาแปลงเพาะปลูก 6.การยืนยันพื้นที่สุทธิและการเก็บข้อมูลการผลิต
นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า ปัญหาหมอกควัน PM2.5 จากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมและไฟป่าเป็นความท้าทายระดับภูมิภาค กระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความเชื่อมั่นจากนานาชาติ ซีพีจึงผลักดันโครงการนี้ เริ่มต้นในไทยตั้งแต่ปี 2559 และขยายสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ตามวิสัยทัศน์และนโยบายจากนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารของเครือซีพี ขับเคลื่อนนโยบาย “ไม่รับซื้อ-ไม่นำเข้าข้าวโพดจากพื้นที่บุกรุกป่าหรือมีการเผา” ระบบตรวจสอบย้อนกลับไม่ใช่แค่ทำให้เห็นว่าข้าวโพดมาจากไหน แต่ยังเชื่อมโยงกับจุดความร้อนและดาวเทียมแบบ real-time ช่วยยืนยันว่าเราไม่รับซื้อจากพื้นที่ที่มีการเผา และไม่บุกรุกป่า สอดคล้องกับนโยบาย Zero Burn-Zero Deforestation ของซีพี
ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผู้อำนวยการ สำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA กล่าวถึงบทบาทเทคโนโลยีดาวเทียมในการตรวจจับจุดความร้อน เพื่อป้องกันปัญหาไฟป่าและมลพิษข้ามพรมแดน โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมหลากหลายประเภท เช่น VIIRS และ MODIS ที่สามารถตรวจจับอุณหภูมิผิวดินที่ผิดปกติ ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่เพียงช่วยติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ แต่ยังต่อยอดสู่การพัฒนาแพลตฟอร์มแจ้งเตือนคุณภาพอากาศระดับภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในอาเซียน โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างท้องฟ้าอากาศสะอาดปลอดฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน
ตามข้อมูลพบว่า เมียนมามีพื้นที่ 452 ล้านเอเคอร์ แต่ใช้เพาะปลูกเพียง 8% เท่ากับ 36 ล้านเอเคอร์ แบ่งเป็น ข้าว 67% งาดำ 15% ถั่วลิสง 12% ส่วนปลูกข้าวโพดเพียง 5.5% ของ 36 ล้านเอเคอร์ หรือเท่ากับ 2 ล้านเอเคอร์ของพื้นที่ประเทศเท่านั้น แต่ทุกปีเมียนมาพบจุดความร้อนมากช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม โดยปี 2567 พบจุดความร้อน (Hotspot) กว่า 332,000 จุด แต่ปี 2568 ลดเหลือ 195,000 จุด โดยพบจุดความร้อนมากสุดช่วงเดือนมีนาคม 85,804 จุด เป็นพื้นที่ป่า 45% ทุ่งหญ้า 45% คิดเป็น 90% ที่เหลือพื้นที่ภาคเกษตรแค่ 9% เดือนเมษายนเกิดจุดความร้อน 57,067 จุด เป็นพื้นที่ป่า 69% ทุ่งหญ้า 22% คิดเป็น 91% เหลือพื้นที่เกษตรแค่ 8% การลดลงของจุดความร้อนเกิดจากหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิอากาศ และการรณรงค์จริงจังที่ได้ผลในระดับหนึ่ง เฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่อยู่ในรัฐฉาน มีพื้นที่ 41 ล้านเอเคอร์ เป็นป่า 74.8% ทุ่งหญ้า 15.5% เกษตรกรรมแค่ 7.8% แยกเป็น พืชอันดับ 1 คือ ข้าว 53% อันดับ 2 คือ ข้าวโพด เพียง 39% ซึ่งวันนี้รัฐฉานเป็นพื้นที่นำร่อง เริ่มใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับเต็มรูปแบบเป็นพื้นที่แรกในการสกรีนพื้นที่ข้าวโพด โดยระบบติดตามย้อนกลับที่ออกแบบมาเฉพาะ ผ่าน 4 ขั้นตอนคือ ตรวจสอบพื้นที่ปลูก จำนวนที่ตั้งแปลงปลูก ลงทะเบียนก่อนซื้อ-ขาย ตรวจพื้นที่ทับซ้อนและจุดความร้อน Hotspot หากตรวจพบจุดความร้อนจะตัดออกจากระบบ
ปัจจุบัน ซีพีเป็นแกนนำดึงความร่วมมือระหว่างไทย ลาว และเมียนมา ในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ CLEAR Sky Strategy ที่นำระบบการตรวจสอบย้อนกลับเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบกระบวนการตลอดทั้งห่วงโซ่ และสามารถติดตามได้ตลอดทั้งระบบ มั่นใจ โปร่งใส ในมาตรฐานระดับสากล
โครงการนี้จึงเป็นต้นแบบความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้กำหนดนโยบาย ภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ก้าวไปด้วยกัน ด้วยวิสัยทัศน์เดียวกัน คือการสร้างห่วงโซ่การเกษตรที่ทันสมัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อโลกของเราที่ยั่งยืน “CLEAR Sky” ไปด้วยกัน

