หน้าแรก เศรษฐกิจ ทองร่วง 600 บ...

ทองร่วง 600 บาทตามทองโลก รูปพรรณ 63,900 จับตาเจรจา ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’

27.10.25 | 10:30 น.

ทองร่วง 600 บาทตามทองโลก รูปพรรณ 63,900 จับตาเจรจา “ทรัมป์ – สี จิ้นผิง” ปลายต.ค.นี้กระทบราคาทอง ขณะที่เฟดจ่อลดดอกเบี้ย สงครามรัสเซีย – ยูเครน มีความตึงเครียดมากขึ้น และธนาคารกลางและกองทุน ETF เข้าซื้อทอง

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ราคาทองคำ 96.5% เช้านี้ เปิดตลาดราคาปรับลดลง 600 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดก่อนหน้า

โดยสมาคมค้าทองคำ แจ้งปรับราคาครั้งที่ 1 เวลา 09.05 น. ลดลง 550 บาท และครั้งที่ 2 เวลา 09.22 น. ปรับลดลงอีก 50 บาท

ส่งผลให้ราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาททองคำละ 63,000 บาท ขายออกบาททองคำละ 63,100 บาท ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาททองคำละ 61,746.68 บาท ขายออกบาททองคำละ 63,900 บาท

ขณะที่ทองคำโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,075 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

Advertisement

ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์สถานการณ์ราคาทองคำว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวลง (-139.3) ดอลลาร์ หรือราว (-3.28%) หลังจากขึ้นติดต่อกัน 9 สัปดาห์ ทำ All-time High ที่ 4,111.5 ดอลลาร์ และทำจุดต่ำสุดที่ 4,004.4 ดอลลาร์

นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลสงครามการค้าสหรัฐฯ – จีน โดยเจรจาล่าสุดในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดย เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายใกล้ถึงจุดที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะตัดสินใจร่วมกันได้ว่าข้อตกลงจะเกิดขึ้นหรือไม่ภายในสัปดาห์หน้า การหารือครั้งนี้ครอบคลุมหลายประเด็นสำคัญ ทั้งการขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าและการจัดการกับแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์

การเจรจาครั้งนี้จัดขึ้นนอกรอบการประชุมอาเซียน โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และรองนายกรัฐมนตรีจีนเข้าร่วม ถือเป็นการพูดคุยรอบที่ 5 นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม มีเป้าหมายเพื่อคลี่คลายความตึงเครียด หลังจากที่ทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนสูงถึง 100% ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อโต้ตอบการที่จีนจำกัดการส่งออกแม่เหล็กและแร่หายาก

ฮั่วเซ่งเฮง ระบุต่อว่า ทั่วโลกจับตาการพบปะระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน ระหว่างการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย–แปซิฟิก (เอเปค) ที่เกาหลีใต้ วันที่ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองชาติมหาอำนาจ

ซึ่งสหรัฐฯ เตรียมหยิบยก 3 ประเด็นหลักขึ้นเจรจากับจีน ได้แก่ แร่หายาก (Rare Earths): เรียกร้องให้จีนยกเลิกข้อจำกัดการส่งออก, ถั่วเหลือง: ขอให้จีนกลับมานำเข้าจากสหรัฐฯ หลังลดเหลือศูนย์ในเดือนกันยายน, เฟนทานิล: เรียกร้องให้จีนยุติการส่งออกสารตั้งต้นของยาเสพติดที่เป็นปัญหาในสหรัฐฯ
สัญญาณผ่อนคลายจากฝั่งสหรัฐฯ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะยุติมาตรการภาษี

ความคืบหน้าล่าสุด นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยช่วงสุดสัปดาห์ว่าการประชุมกับคณะผู้แทนจีนว่า ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นสำคัญ ทั้งการค้า แร่หายาก สารเฟนทานิล ติ๊กต๊อก (TikTok) สินค้าเกษตร และความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยการเจรจาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และครอบคลุมทุกมิติ และเสริมว่า การขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าน่าจะเดินหน้าต่อไปได้ แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทรัมป์

ซึ่งก่อนหน้าการประชุม ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณผ่อนคลาย โดยกล่าวว่า “อัตราภาษีศุลกากรในระดับสูงที่สหรัฐฯ ใช้ตอบโต้จีน ไม่สามารถคงอยู่ได้ในระยะยาว” ซึ่งช่วยคลายความกังวลของตลาดต่อการยกระดับสงครามการค้า อย่างไรก็ตาม เขายังระบุว่า “มาตรการดังกล่าวอาจดำรงอยู่ได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่ยั่งยืน” ซึ่งสะท้อนว่าท่าทีของสหรัฐฯ ยังไม่ชัดเจนว่าจะยุติการขยายเวลาภาษีศุลกากรที่มีกำหนดสิ้นสุดวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้หรือไม่

แม้ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงเจตนารมณ์ต้องการ “ฟื้นเสถียรภาพทางความสัมพันธ์” แต่ความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะประนีประนอมในประเด็นยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีและความมั่นคง ยังคงต่ำ ทำให้ผลลัพธ์ของการเจรจาอาจเป็นเพียงการผ่อนคลายชั่วคราว มากกว่าจะยุติสงครามการค้าอย่างถาวร

ผลการเจรจาระหว่างสองชาติมหาอำนาจในครั้งนี้จะเป็นปัจจัยชี้นำสำคัญของตลาดการเงินทั่วโลก หากสามารถบรรลุข้อตกลงได้ตลาดการเงินอาจเข้าสู่ภาวะคลายกังวล และราคาทองคำมีโอกาส “ปรับฐานระยะสั้น” จากแรงขายทำกำไร แต่หากการเจรจาล้มเหลวหรือไม่บรรลุผลเป็นรูปธรรม ความไม่แน่นอนจะกลับมาครอบคลุมตลาดอีกครั้ง ส่งผลให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในระยะถัดไป

@ชัตดาวน์สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4

การชัตดาวน์ ซึ่งกลายเป็นการหยุดทำงานที่ยาวนานอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และ พรรคเดโมแครต ที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นการขยายเวลาการอุดหนุนประกันสุขภาพสำหรับชาวอเมริกันหลายล้านคน

การชะงักงันครั้งนี้เริ่มส่งผลกระทบต่อการให้บริการสาธารณะโดยเฉพาะใน อุตสาหกรรมการบินของสหรัฐฯ ซึ่งพนักงานควบคุมการบินกว่า 60,000 คน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามบินจำนวนมากต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการเดินทาง และทำให้สำนักงานการบิน (FAA) ต้องสั่งหยุดเที่ยวบินบางส่วนในเมืองฮิวสตันเนื่องจากขาดแคลนบุคลากร ขณะเดียวกัน ฝ่ายรีพับลิกันในวุฒิสภากำลังเผชิญแรงกดดันให้ ยกเลิกเกณฑ์เสียงข้างมาก 60 เสียง (filibuster) เพื่อผลักดันร่างงบประมาณให้ผ่านได้โดยไม่ต้องพึ่งเสียงจากเดโมแครต แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณของข้อตกลง

@ประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

หลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลดัชนีเงินเฟ้อ CPI ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมคืนวันที่ 29 ตุลาคม เวลา 01.00 น.

ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ระบุว่า ตลาดให้น้ำหนัก 98.3% ต่อความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75–4.00% และยังคาดการณ์ต่ออีกว่า ในการประชุมเดือนธันวาคม เฟดมีโอกาสสูงถึง 91.1% ที่จะปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25%

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตา ถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ในเวลา 01.30 น. เพื่อหาสัญญาณแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม รวมถึงมุมมองของเฟดต่อความตึงตัวของตลาดแรงงาน ซึ่งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญระหว่างเป้าหมายการจ้างงานเต็มที่และการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม

@“เจพี มอร์แกน–โกลด์แมน แซคส์” มองทองยังเป็นขาขึ้น สู่เป้าหมายเหนือ 5,000 ดอลลาร์

2 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลก เจพี มอร์แกน และ โกลด์แมน แซคส์ ต่างส่งสัญญาณเชิงบวกต่อแนวโน้มราคาทองคำในระยะยาว โดยเจพี มอร์แกนคาดว่าราคาทองจะเฉลี่ยแตะ 5,055 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 4 ปี 2569 หนุนจากแรงซื้อของธนาคารกลางและนักลงทุนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังคงเป้าหมายระยะยาวที่ 6,000 ดอลลาร์ภายในปี 2571

ด้านโกลด์แมน แซคส์ยังคงมุมมอง “ขาขึ้นเชิงโครงสร้าง” ต่อทองคำ แม้ราคาจะอ่อนตัวจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,378 ดอลลาร์ ลงมาอยู่ราว 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมองว่าแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด และแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก จะเป็นแรงหนุนสำคัญ พร้อมคงเป้าหมายราคาทองสิ้นปี 2026 ที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ซึ่งทั้ง 2 สถาบันต่างเชื่อว่า “ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์เด่นในยุคดอกเบี้ยขาลง” โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความกังวลต่อภาวะ stagflation และความไม่แน่นอนของเสถียรภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจเร่งให้นักลงทุนทั่วโลกเพิ่มน้ำหนักการถือครองทองคำในพอร์ตต่อเนื่อง

แนวโน้มราคาทอง

ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าจะเคลื่อนไหวผันผวน ระยะสั้นภาพทางเทคนิคยังอยู่ในกรอบ Symmetrical Triangle ซึ่งสะท้อนถึงภาวะ “รอเลือกทาง” นักลงทุนกำลังจับตาปัจจัยข่าวสำคัญ โดยเฉพาะผลการเจรจาการค้าระหว่าง สหรัฐฯ และจีน ที่อาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางทองคำ

หากการเจรจามีความคืบหน้าและนำไปสู่ข้อตกลงเชิงบวก อาจกระตุ้นแรงขายทำกำไรในตลาดทองคำได้รอบใหม่ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มหลักยังคงเป็น ขาขึ้น โดยมีแนวรับในกรอบ 4,000 – 4,040 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นบริเวณเส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นด้านล่างและแนวรับสำคัญทางจิตวิทยา หากราคาหลุดต่ำกว่าระดับนี้ มีแนวรับถัดไปที่ 3,890 ดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านที่ 4,180 ดอลลาร์ และ 4,300 ดอลลาร์

สำหรับ ทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 62,700 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 62,500 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 64,200 บาท และ 65,600 บาท