‘ธนกร’รมว.อุตฯ เร่งเครื่อง SME ไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

28.10.25 | 11:08 น.

เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัว หลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามความขัดแย้งในภูมิภาคและสงครามทางการค้า โดยเฉพาะจากการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐ หรือ ทรัมป์ 2.0

รวมทั้งความท้าทายด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเด็นโรงงานศูนย์เหรียญและประเด็นการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า การพึ่งพาแรงงานจากประเทศใกล้เคียง ความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงด้าน Technology ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และปัญหาการขัดแย้งตามแนวชายแดน

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ก็มีความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ไปสู่ระบบเศรษฐกิจสูงวัย กำลังซื้อของประชาชนและภาระหนี้ครัวเรือน ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจึงต้องอาศัยภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นกลไกหลักในการสร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้สอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน SME จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีส่วนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ GDP ของประเทศ จากข้อมูลล่าสุดพบว่ามูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของ SME ต่อ GDP ประเทศอยู่ที่ประมาณ 34.47% การต่อยอดธุรกิจของ SME สู่ระดับสากลที่ให้ความสำคัญต่อความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นการเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ SME ยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งริเริ่มและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ การสนับสนุน SME จึงเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ ด้วยบทบาทที่สำคัญเหล่านี้ ทำให้การพัฒนาและส่งเสริม SME เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

Advertisement

ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย มุ่งเน้นการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน โดยการขับเคลื่อนมาตรการ Quick Big Win ผ่านกลไกคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งดำเนินการบน 5 เสาหลัก “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ได้แก่ 1.กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 2.ลดภาระหนี้ประชาชน 3.เพิ่มสภาพคล่องให้ SME 4.เพิ่มการออมของประชาชน และ 5.ส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคต รวมถึงการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนทั้งในเรื่องหนี้สิน และการเสริมสภาพคล่อง พร้อมเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจฐานรากและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

“กระทรวงมีหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่มีบทบาทต่อการเติบโตและเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อย ที่ทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น จึงได้กำหนดและขับเคลื่อนนโยบาย ‘ฝ่า ฟัน ดึง ดัน’ สร้างเศรษฐกิจมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” รัฐมนตรีธนกรระบุ

รัฐมนตรีธนกรอธิบายถึงนโยบาย “ฝ่า ฟัน ดึง ดัน” ว่า “ฝ่า” ปัญหาเร่งด่วน เพื่อรับมือกับสงครามการค้าและมาตรการภาษีระหว่างประเทศ ยกระดับ SME ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงการสร้างตลาดให้สินค้าไทยที่ได้มาตรฐาน

“ฟัน” ปัญหาหมักหมม บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับโรงงานและธุรกิจที่ทำผิดกฎหมายเพื่อคืนพื้นที่ตลาดให้กับผู้ประกอบการ SME และผู้ประกอบการที่ดีให้สามารถแข่งขันได้

“ดึง” เม็ดเงินลงทุน ส่งเสริม พัฒนา SME สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ยกระดับมาตรฐานการผลิตและผลิตภัณฑ์ที่เป็นสากล

“ดัน” อุตสาหกรรมอนาคต สนับสนุน SME ให้เข้าถึงเทคโนโลยีในราคาที่จับต้องได้ พร้อมพัฒนาทักษะแรงงานให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ปัจจุบันกระทรวงจึงเร่งดำเนินมาตรการส่งเสริม SME ในหลากหลายมาตรการ อาทิ การเสริมสภาพคล่องโดยธนาคารเพื่อรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนให้ความช่วยเหลือและเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับ SME เพื่อการส่งเสริมและพัฒนา SME ให้มีศักยภาพและขีดความสามารถสูงขึ้น

ตลอดจนสนับสนุนและดำเนินงานอื่นๆ ที่เป็นการแก้ไขปัญหาและพัฒนา SME ไทย ภายใต้กิจกรรมหลัก 2 ด้าน คือ ด้านที่ 1.การสนับสนุนด้านสินเชื่อแก่ SME เพื่อเป็นเงินให้กู้ยืมและให้ความช่วยเหลือในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจการ สินค้า บริการ หรือเงินทุนหมุนเวียนในกิจการให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และด้านที่ 2.การส่งเสริมและพัฒนา SME ให้สามารถพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ
และต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

โดยกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีการออกสินเชื่อ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ (เสือติดปีก) ช่วยเหลือ SME ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะด้านการพัฒนานวัตกรรม การปรับปรุงเทคโนโลยีและการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต กรอบวงเงินกว่า 1,200 ล้านบาท และ โครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ (คงกระพัน) ช่วยเหลือ SME ในการรักษาสภาพคล่องทางธุรกิจ และเสริมความแข็งแกร่งให้สามารถฟันฝ่าวิกฤตทางเศรษฐกิจได้ ภายใต้กรอบวงเงินกว่า 700 ล้านบาทโดยทั้ง 2 โครงการมีผลตอบรับที่ดี ทำให้ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน นำไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ DIPROM เร่งสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในเครือข่ายกว่า 30,000 ราย เปลี่ยนผ่านสู่ Digital Payment และขยายฐานลูกค้า เพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส” วงเงิน 44,000 ล้านบาท ของรัฐบาล ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้วเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2568 นี้

โดยนักธุรกิจรายย่อยในเครือข่าย DIPROM เช่น นักธุรกิจใหม่นักธุรกิจ และวิสาหกิจชุมชน ร้านอาหารถิ่น และ SME รายย่อย กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ

1.เชิญชวน โดยประชาสัมพันธ์ให้นักธุรกิจรายย่อยในเครือข่ายดีพร้อม สมัครและใช้งานแอพพลิเคชั่น “ถุงเงิน” เพื่อรับชำระค่าสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นการกระตุ้นยอดขายและกระแสเงินสดผ่านกำลังซื้อที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐโดยตรง

2.กลั่นกรอง โดยคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบนิเวศดีพร้อม (DIPROM Ecosystem) เพื่อนำดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ มาประยุกต์ใช้ เน้นการทำตลาดออนไลน์ (Online Marketing) และการบริหารจัดการร้านค้าผ่านระบบ e-Payment เพื่อขยายช่องทางการตลาดหลังสิ้นสุดโครงการรัฐ

และ 3.สนับสนุน โดยเชื่อมกลไกสนับสนุนต่อเนื่องให้ธุรกิจที่เข้าสู่ระบบดิจิทัลสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ทั้งการเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) การอำนวยความสะดวกในการเข้าถึง แหล่งทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และช่วยเหลือผ่านโครงการยกระดับผลิตภาพ (Productivity Improvement) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับมาตรฐานกระบวนการผลิตที่ดี

รัฐมนตรีธนกรระบุว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน ควบคู่กับการรับมือปัญหาเร่งด่วนจากสงครามการค้าและมาตรการภาษีตอบโต้ เร่งช่วยเหลือ SME ที่ได้รับผลกระทบ เสริมสภาพคล่องด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ปกป้องจากการทุ่มตลาด และยกระดับระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าแบบดิจิทัล เพื่อให้แข่งขันได้อย่างโปร่งใสและยั่งยืน พร้อมวางรากฐานธุรกิจขนาดเล็กพัฒนาสู่อุตสาหกรรมอนาคต สนับสนุน SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน ผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย

“เราไม่เพียงแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะสร้างอนาคตใหม่ให้กับอุตสาหกรรมและ SME ไทยให้สามารถแข่งขันในระดับโลก สร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเท่าเทียม” รัฐมนตรีธนกรทิ้งท้าย