หน้าแรก เศรษฐกิจ ธนกร แจงเอ็มโ...

ธนกร แจงเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธไทย-มะกัน กพร.ชี้แร่หายากไม่คุ้มลงทุน

28.10.25 | 06:00 น.

‘ธนกร’แจงเอ็มโอยูแรร์เอิร์ธไทย-มะกัน กพร.ชี้แร่หายากไม่คุ้มลงทุน 29 ต.ค.เริ่มใช้‘คนละครึ่งพลัส’

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีไทย-สหรัฐ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญแร่แรร์เอิร์ธว่า ถือเป็นโอกาสดี ที่ทั้ง 2 ประเทศจะร่วมมือกันเสริมสร้างการกำกับดูแลที่ดีต่อทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ เพื่อขยายความเชื่อมโยงของไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีความมั่นคง และเชื่อถือได้ โดยเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคง ความหลากหลาย ความคล่องตัว และความเป็นธรรมสำหรับห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ ทั้งในด้านการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์ปลายทางอย่างเหมาะสม การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล โดยมีเป้าหมายส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐ ในเชิงลึกยิ่งขึ้น เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยเกี่ยวกับแร่แรร์เอิร์ธ และประเด็นที่ไทยได้ร่วมลงนามความร่วมมือแร่หายากของโลกกับสหรัฐ ว่า แม้แร่แรร์เอิร์ธจะมีกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย อาทิ ภาคตะวันตก ภาคใต้ แต่กลับไม่พบพื้นที่กระจุกตัวที่มีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ และที่ผ่านมายังไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในไทย

ทั้งนี้ กรณีเกิดไวรัลเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อนว่าไทยส่งออกเป็นอันดับ 5 ข้อเท็จจริงคือ ไทยนำเข้าแรร์เอิร์ธมาเป็นตัวแร่ และตกแต่งแร่ให้มีความเข้มข้นมากขึ้นก่อนจะส่งออก ฉะนั้น ไทยไม่ได้ทำแรร์เอิร์ธมาจากเหมืองแร่ในประเทศ แต่นำเข้าจากออสเตรเลียเป็นหลัก อีกทั้งไทยยังไม่มีเทคโนโลยีในการสกัดแร่แรร์เอิร์ธให้ออกมาเป็นธาตุ ข้อตกลงความร่วมมือจึงถือเป็นความเข้าใจที่จะแลกเปลี่ยนส่งเสริมข้อมูลกับทางสหรัฐมากกว่า

“จากข้อมูลเบื้องต้น ไม่ปรากฏแหล่งที่มีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ไม่ได้บอกว่ามีหรือไม่มี ถ้ามีแหล่งที่คุ้มค่าแล้วอยากจะลงทุน เราก็ไม่ขัดข้อง เพราะเราเปิดกว้างอยู่แล้ว แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรการทางสิ่งแวดล้อม EIA และ EHIA ของไทยทุกขั้นตอน และเอ็มโอยูก็ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เป็นเพียงการแสดงเจตนาที่อยากร่วมมือกันส่งเสริม” นายอดิทัตกล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการคนละครึ่งพลัสวงเงินไม่เกิน 44,000 ล้านบาท หลังรัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง มีผู้ได้รับสิทธิ 20 ล้านคนเต็มจำนวน ทั้งประชาชนทั่วไปและผู้อยู่ในระบบภาษี ส่วนผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ณ วันที่ 21 ตุลาคม มีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 279,746 ราย แบ่งเป็น ร้านค้าเดิม 89,127 ราย รายค้าใหม่ 190,619 ราย นอกจากนี้ มีร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร 91,704 ราย แบ่งเป็น รอกดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการ 85,654 ราย และรอดำเนินการตรวจสอบ 6,050 ราย ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจยังลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ต่อเนื่องจนกว่ากระทรวงการคลังจะปิดรับสมัครร้านค้าในวันที่ 19 ธันวาคม 2568

สำหรับเงื่อนไขประชาชนทั่วไปจะได้รับสิทธิใช้จ่าย 2,000 บาทต่อคน และผู้อยู่ในระบบภาษีจะได้รับสิทธิใช้จ่าย 2,400 บาทต่อคน ซึ่งรัฐช่วยจ่าย 50% ผู้ได้รับสิทธิจ่ายเอง 50% ผ่านเป๋าตังตลอดระยะเวลาโครงการ เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่ 29 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2568 เวลา 06.00-23.00 น. จำกัดสิทธิไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน หรือสูงสุดตามวงเงินสิทธิ หากใช้ไม่หมดในแต่ละวัน ระบบจะคืนสิทธิที่ไม่ได้ใช้เข้ายอดรวมของผู้ได้รับสิทธิและจะคำนวณสิทธิใหม่ในเวลา 06.00 น.ของทุกวัน โดยรัฐบาลคาดว่าโครงการคนละครึ่งพลัสจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.3-0.4% ของ จีดีพี และเป็นแรงขับเคลื่อนในการพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากภาวะชะลอตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2568