หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท.รับศก.ไม่...

ธปท.รับศก.ไม่ดีอย่างเคย คาดปี 69 จีดีพีฮวบเหลือ 1.6% เร่งแก้หลายปัญหาโครงสร้าง

28.10.25 | 15:03 น.

ธปท. รับศก.ไม่ดีอย่างเคย คาดปี 69 จีดีพีฮวบเหลือ 1.6% เร่งแก้หลายปัญหาโครงสร้าง

เมื่อวันที่่ 28 ตุลาคม นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนา BAM SYMPOSIUM ครั้งที่ 1 : New Era of AMC 2025 “พลิกฟื้นสินทรัพย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวม อย่างที่ทราบโดยทั่วกันว่าปีนี้อาจจะเป็นปีที่เศรษฐกิจไม่ได้ดีอย่างที่เคยเป็นมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2568

ในภาพรวมครึ่งปีแรกโต 3% ยังดีจากต้นปีและดีจากเรื่อง Front-loaded ของการส่งออก แต่ครึ่งปีหลังอาจอยู่ในสถานะที่ชะลอตัวลงมาบ้าง ในภาพรวมจีดีพีที่ ธปท.ประมาณไว้อยู่ที่ประมาณ 2.2% โดยจะเริ่มชะลอตัวในไตรมาส 3 ไตรมาส 4 และจะเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 1 ปี 2569 แต่ขณะนี้คาดว่าปีหน้าจะเติบโตลดลงเหลือ 1.6% สาเหตุมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศจริงๆ ทั้งเรื่องสังคมสูงวัย ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางการเงิน ปัญหาเรื่องบรรษัทภิบาล ปัญหาเรื่องการศึกษา และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย

นายวิทัย กล่าวว่า ปัญหาที่สำคัญคือ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ซึ่งเคยขึ้นถึง 90% กว่าของจีดีพี ขณะนี้อยู่ประมาณเกือบ 87% ของจีดีพีและลดลงมาที่ 86% กว่าๆ เป็นการลดลงมาจากจีดีพีที่เติบโต ยอดหนี้ที่เติบโตชะลอลง ซึ่งหนี้ครัวเรือนมีผลต่อความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย หรืออุปสงค์ (ดีมานด์) ของทั้งประเทศลดลง ท่ามกลางกำลังซื้อที่ไม่ได้แข็งแรง และไม่มีการลงทุนเพิ่ม ส่วนที่น่าสนใจสูงสุดของสถานการณ์หนี้ครัวเรือน 86% ตอนนี้คือ เริ่มมีปัญหาผิดนัดชำระ ทั้งส่วนที่เป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ซึ่งมีอยู่ประมาณเกือบ 4% หรือเป็นส่วนที่เริ่มผิดนัดชำระที่เรียกว่า หนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน (เอสเอ็ม) ประมาณ 8-9% รวมกันอยู่ที่ประมาณ 11-12% ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะสะท้อนปัญหาหนี้เสียหรือปัญหาที่กำลังจะนำไปสู่การเป็นหนี้เสีย

“ปัญหาที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและสำคัญจริงๆ คือ หากประเทศไทยไม่สามารถก้าวข้ามหรือแก้ปัญหาอย่างนี้ได้ การเติบโตทางเศรษฐกิจหรือความกินดีอยู่ดีของประชาชน จะมีปัญหาจะลำบากไปเรื่อยๆ แน่นอน ก็คือเรื่องของ หนี้ครัวเรือน เพราะหนี้ครัวเรือนไม่ได้เป็นเพียงแรงกดดันการบริโภคและการลงทุน แต่เป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน เป็นเรื่องความเป็นอยู่และความสามารถในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และหากเรื่องนี้ยังไม่รีบแก้อย่างเป็นจริงเป็นจังมีโอกาสที่ระดับหนี้ต่อจีดีพีจะสูงขึ้น” นายวิทัย กล่าว

Advertisement

นายวิทัย กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องหนี้ครัวเรือน หรือหนี้เสียต่างๆ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) จะมีบทบาทสูงมาก โดยจำนวนเอเอ็มซีในภาพรวมของทั้งประเทศมีประมาณ 90 แห่ง และใน 90 แห่งมีการเคลื่อนไหวแอคทีฟ หรือมีการโอนสินทรัพย์และดำเนินธุรกิจอยู่จริงประมาณ 50% หรือ 45 ราย โดยเอเอ็มซีมีบทบาทดูดซับหนี้เสียได้ ผ่านการซื้อหนี้เสียมาใช้ความสามารถนำมาปรับโครงสร้าง หรือเรียกชำระในอัตราที่ผ่อนปรนตอนที่อยู่ในสถาบันการเงิน ลดดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ย ไม่คิดค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนให้ไม่ต้องชำระเต็มจำนวน ทำให้หนี้เสียกลับกลายเป็นหนี้ดีได้เร็วขึ้น โดยการดูดซับหนี้เสีย เอเอ็มซีเคยทำได้สูงสุดประมาณ 20% ของเอ็นพีแอลในแต่ละปี ซึ่งปัจจุบันลดลงมาเหลือประมาณ 10% ในอนาคตจึงอยากเห็นเอเอ็มซีมีบทบาทมากขึ้น เพราะถือจิ๊กซอว์สำคัญ ที่จะแก้ปัญหาหลังจากปล่อยสินเชื่อแล้วมีหนี้ สามารถช่วยปัญหาเรื่องแก้หนี้ครัวเรือนได้อีกกำลัง

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท.อยู่ระหว่างการประกาศเรื่อง เจวี-เอเอ็มซี (การร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์) ให้สถาบันการเงินมาร่วมลงทุนจัดตั้งเจวี-เอเอ็มซี กับตัวเอเอ็มซีปัจจุบันที่มีอยู่ได้ หลังจากประกาศนี้หมดอายุตั้งแต่ปี 2567 และภายใน 2-3 วันนี้ ธปท.จะออกประกาศนี้ออกมา โดยหวังว่าจะมีการจัดตั้งเจวี-เอเอ็มซีมาช่วยคน ช่วยเอสเอ็มอีที่มีปัญหา อยากเห็นจำนวนของเอเอ็มซีที่เคลื่อนไหวมากกว่า 45 รายจาก 90 ราย อยากเห็นพอร์ตการซื้อการดูดซับการซื้อหนี้เสียที่มากกว่า 10% กลับไปอยู่ 20 – 25% หรือ 30% ของยอดหนี้เสียรวม เนื่องจาก ธปท.อยากเห็นการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมจากเอเอ็มซี และเชื่อมั่นมากว่าบีเอเอ็ม ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดนี้จะมีบทบาทสำคัญจริงๆ เนื่องจากมีส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ประมาณ 45% ของทั้งตลาด และบริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท (SAM) อีกขาหนึ่งเป็นลูกของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) มีสัดส่วนประมาณ 15% ของทั้งตลาด

“เชื่อว่าบรรดาเอเอ็มซีจะเจรจาแบบผ่อนปรนขึ้น หากได้กำไรให้ผู้ถือหุ้นพอเหมาะพอสมแล้ว ก็ช่วยสังคม ช่วยคนช่วยเอสเอ็มอี เป็นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และในทางการธุรกิจ ก็มีกำไรพอเหมาะพอสม ทำให้เกิดความยั่งยืนจริง จึงอยากให้เอเอ็มซีเข้าสู่ระบบบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) แบบสมัครใจไม่ได้บังคับ เพราะหากเอเอ็มซีเข้าเครดิตบูโรทั้งหมด จะทำให้ฐานข้อมูลชัดเจนขึ้น เมื่อแก้หนี้สำเร็จ ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ต่อไปได้” นายวิทัย กล่าว