หน้าแรก เศรษฐกิจ คลัง ปรับเป้า...

คลัง ปรับเป้าจีดีพีปีนี้ใหม่ โต 2.4% ชี้ดีกว่าเดิม เหตุได้แรงหนุนนโยบายกระตุ้นศก.-คนละครึ่งพลัส

30.10.25 | 11:40 น.

คลัง ปรับเป้าจีดีพีปีนี้ใหม่ โต 2.4% ชี้ดีกว่าเดิม เหตุได้แรงหนุนนโยบายกระตุ้นศก.-คนละครึ่งพลัส 

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม กระทรวงการคลัง ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 โตได้ดีขึ้นที่ 2.4% จากเดิมคาด 2.2% ชี้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่ง พลัส” ช่วยหนุนการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 4 ส่วนปี 2569 คาดจีดีพีโตชะลอลงอยู่ที่ 2%

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า มาตรการคนละครึ่งพลัส ล่าสุดมียอดใช้จ่ายแล้ว 2,200 ล้านบาท เป็นแรงหนุนเศรษฐกิจไตรมาส 4 ทำให้มีโอกาสโตได้เกิน 1% ต่อปีทั้งนี้ สศค. ได้ปรับประมาณการอัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของไทย ในปี 2568 เป็นขยายตัวได้ 2.4% ต่อปี จากเดิมคาด 2.2% จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล -คนละครึ่งพลัส พร้อมประเมินว่า เศรษฐกิจปี 2569 จะขยายตัวได้ 2% ต่อปี

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.4% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.9-2.9%) ปรับเพิ่มจากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.2% ต่อปี (ณ ก.ค.2568) เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปีที่คาดว่าจะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้ขยายตัวได้ดีในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง
“คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดีที่ 3% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5-3.5%) โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 10% (ช่วงคาดการณ์ที่ 9.5-10.5%) จากการเร่งส่งออกของภาคเอกชนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาเเละตลาดจีนในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ที่ขยายตัวในระดับสูงที่ 26.4% เเละ 10.8% ในสินค้าเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เเละผลิตภัณฑ์ยางเป็นสำคัญ”

นอกจากนี้ การบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 0.8% (ช่วงคาดการณ์ที่ 0.3-1.3%) การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 5.6% (ช่วงคาดการณ์ที่ 5.1-6.1%) และการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าขยายตัวที่ 1.7% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.2-2.2%)

Advertisement

นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สศค. กล่าวว่า สศค. ประมาณการเศรษฐกิจไทย จาก 5 สมมุติฐานสำคัญ ดังนี้

1.เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก 15 ประเทศ คาดว่าจะขยายตัว 3.1% ต่อปีในปี 2568 เพิ่มจากประมาณการเดิมที่คาดไว้ 2.8% เนื่องจากผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐยังไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรง ส่วนในปี 2569 คาดเศรษฐกิจคู่ค้าจะขยายตัวได้ 2.9% เนื่องจากจะเห็นผลกระทบจากนโยบายภาษีสหรัฐมากขึ้น

2.ค่าเงินบาท ในปี 2568 คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 32.9 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากปีก่อนหน้า 6.8% และ ปี 2569 คาดเงินบาทเฉลี่ยจะอยู่ที่ 31.8 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น 3.2% จากปีก่อนหน้า ซึ่งสาเหตุหลักมาจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด ก็อาจจะหนุนเงินดอลลาร์ให้กลับมาแข็งค่าขึ้นได้

3.ราคาน้ำมันดิบดูไบ คาดว่าเฉลี่ยทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ 68.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากประมาณการครั้งก่อน ส่วนปี 2569 คาดว่าจะลดลงเหลือที่ระดับ 59 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดี แนวโน้มราคาน้ำมันยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่อาจจะชะลอตัว รวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการคว่ำบาตรรัสเซีย ตลอดจนท่าทีของกลุ่ม OPEC+

4.จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ในปี 2568 คาดจะมี 33.5 ล้านคน ชะลอตัวลง 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งจะสร้างรายได้ 1.56 ล้านล้านบาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปอยู่ที่ 46,560 บาท ส่วนปี 2569 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยว 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนหน้า สร้างรายได้ 1.68 ล้านล้านบาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปอยู่ที่ 47,280 บาท

5.รายจ่ายภาคสาธารณะ ในปี 2568 ในส่วนของการบริโภคภาครัฐ คาดจะมีการเบิกจ่าย 3.17 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนปี 2569 คาดว่าจะมีการเบิกจ่าย 3.27 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% ส่วนการลงทุนภาครัฐ ปี 2568 คาดจะมีการเบิกจ่ายได้ 1.13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1% และปี 2569 คาดจะมีการเบิกจ่าย 1.17 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายของรัฐบาล

“จากสมมุติฐานการเบิกจ่ายดังกล่าว คาดว่าในปี 2568 จะมีการเบิก่ายรายจ่ายภาคสาธารณะ ทั้งสิ้น 4.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ในปี 2569 คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ 4.44 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3%”

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เชิญชวนร้านค้า และผู้ประกอบการบางส่วน ที่ยังไม่ตัดสินใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ขออย่ากังวลเรื่องกระบวนการ และขั้นตอนการยืนยันตัวตนของร้าน ทั้งนี้ นายกฯได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยทำงานเชิงรุกลงพื้นที่เร่งสำรวจ พร้อมอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียน และขั้นตอนการยืนยันตัวตนให้ร้านค้า และผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์เลือกใช้จ่ายผ่านร้านค้า และผู้ประกอบการมากขึ้น

“ร้านค้า และผู้ประกอบการ ที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส จะไม่มีการส่งข้อมูลยอดขายให้กรมสรรพากรแต่อย่างใด ขออย่าได้เป็นกังวล และหลงเชื่อข่าวปลอม ทั้งนี้ ร้าน และผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ยังสามารถสมัครได้จนถึงวันที่ 19 ธ.ค.นี้” นายสิริพงศ์ ย้ำ

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า การใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส (29 ต.ค.) แบ่งยอดการใช้จ่ายตามประเภทร้านค้า ดังนี้ 1.ร้านธงฟ้า 709 ล้านบาท 2.ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 697 ล้านบาท 3.ร้านทั่วไป และอื่นๆ 474 ล้านบาท 4.ร้านค้าบริการ 10 ล้านบาท 5.ร้านโอทอป 8 ล้านบาท และ 6.กิจการขนส่งมวลชนสาธารณะ 3 ล้านบาท รวมการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งพลัส 1,900 ล้านบาท

โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า สำหรับยอดการใช้จ่ายสูงสุด 10 อับดับแรกของประเทศ เรียงตามลำดับ ได้แก่กรุงเทพมหานคร ชลบุรี นครราชสีมา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี สงขลา นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ และขอนแก่น