หน้าแรก เศรษฐกิจ ทีเส็บ ปักธงไ...

ทีเส็บ ปักธงไทยก้าวสู่ศูนย์กลางงานแสดงสินค้าอาเซียน ชี้ภัยสแกมเมอร์ไม่กระทบธุรกิจ

31.10.25 | 01:33 น.

ทีเส็บ ปักธงไทยก้าวสู่ศูนย์กลางงานแสดงสินค้าอาเซียน ชี้ภัยสแกมเมอร์ไม่กระทบธุรกิจ

นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า กระแสข่าวจากการเข้ามามีบทบาทของเกาหลีใต้ในการแก้ไขปัญหาศูนย์หลอกลวงออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ ในกัมพูชาและประเทศเพื่อนบ้าน เบื้องต้นประเมินว่ายังไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการจัดประชุมสัมมนา และงานจัดแสดงสินค้า หรืองานไมซ์ แต่ต้องยอมรับก่อนว่า ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ หากมีเหตุการณ์เชิงลบเกิดขึ้นก็จะมีผลกระทบต่อภาพรวม แต่ส่วนใหญ่จะกระทบกับตลาดนักท่องเที่ยว ไม่ได้กระทบธุรกิจไมซ์โดยตรง เพราะเป็นกลุ่มเดินทางเพื่อทำธุรกิจ ไม่ได้เป็นนักท่องเที่ยวแบบแท้จริง แต่จะมีผลชัดเจนหากมีความรุนแรงจนทำให้บริษัทประกันไม่รับทำประกันในประเทศปลายทาง เพราะเกิดสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย จนบริษัทประกันไม่ครอบคลุม

นางศุภวรรณ กล่าวว่า รัฐบาลให้การสนับสนุนในกลุ่มงานแสดงสินค้า ผ่านงบประมาณที่จัดสรรให้ทั้งเรื่องการทำตลาด สนับสนุนงานใหม่ๆ ที่จะดึงเข้ามา มีการประมูลงานและเชิญชวนเข้ามา รวมถึงงานที่มีประจำอยู่แล้ว งานแสดงสินค้าและงานประชุมสัมมนาที่จะเวียนกันไป แต่งานแสดงสินค้าเมื่อปักหลักในประเทศใดแล้วจะจัดต่อเนื่อง ไม่มีการหมุนเวียนมากนัก ซึ่งธุรกิจที่เข้ามาจัดในไทยก็ไม่ได้ต่างจากคู่แข่ง ขึงมั่นใจว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์กลางสายการเบิน เชื่อมโยงหลายประเทศทั่วโลก โรงแรมมีหลายเกรด ศูนย์ประชุมมีรองรับงานได้ในทุกระดับหลายจังหวัด มีทั้งผู้ซื้อปละผู้ขายในไทยเป็นฐานหลัก เพิ่มต่างประเทศเข้ามาด้วย จะทำให้ประเทศไทยเป็นแบรนด์ “The Best Exhibition Nation of ASEAN” หรือประเทศแห่งการจัดงานแสดงสินค้าที่ดีที่สุดของภูมิภาค เทียบชั้นเวทีระดับโลกได้

นางศุภวรรณ กล่าวว่า สำหรับประมาณการตัวเลขในช่วงปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้า สามารถสร้างรายได้และดึงดูดนักเดินทางไมซ์ (MICE: งานประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และแสดงสินค้า) สูงสุด มีมูลค่ารวมกว่า 103,000 ล้านบาท จำนวนนักเดินทางแบ่งเป็นนักเดินทางในประเทศ 23,229,309 คนและนักเดินทางจากต่างประเทศ 356,262 คน ส่วนในปี 2569 ทีเส็บคาดว่าอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าไทยจะสร้างรายได้กว่า 113,000 ล้านบาท หรือเติบโตได้กว่า 10%

“การขับเคลื่อนตอกย้ำความชัดเจนให้กับบทบาทอุตสาหกรรมการแสดงสินค้าไทย และบทบาทประเทศไทยครั้งนี้เป็นการใช้ประโยชน์และต่อยอดจากความแข็งแกร่งและปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ ที่ประเทศไทยได้สั่งสมมาจนได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดยเฉพาะผลงานความสำเร็จของการจัดงานระดับนานาชาติ ล้วนสร้างโอกาสทางธุรกิจในหลากหลายสาขา ประกอบเข้ากับระบบนิเวศอุตสาหกรรมการแสดงสินค้ามีความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชน จึงเป็นปัจจัยทำให้ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาจนปัจจุบัน ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นสถานที่จัดงานแสดงสินค้าระดับ ASEAN Edition หลายรายการของผู้ประกอบการจากต่างประเทศ ตอกย้ำบทบาทประเทศไทยเป็นแพลตฟอร์มให้ผู้ประกอบการนานาชาติเจาะตลาดอาเซียนและเป็นแพลตฟอร์มให้ผู้ประกอบการของอาเซียนเข้าถึงตลาดโลก” นางศุภวรรณ กล่าว

นางศุภวรรณ กล่าวว่า การผลักดันเป้าหมาย The Best Exhibition Nation of ASEAN ให้เกิดผล ทีเส็บจะประสานพลังกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้จัดงาน สมาคมวิชาชีพ ไปจนถึงเครือข่ายนานาชาติเพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไมซ์ที่เข้มแข็ง และจะใช้งานระดับโลกที่จะเข้ามาจัดในประเทศไทย อาทิ งาน Gastech 2026 และงาน UFI Asia Pacific 2026 เป็นตัวตั้งต้นของการประสานพลังผลักดันให้การจัดงานประสบผลสำเร็จ เพื่อเป็นเวทีพิสูจน์ความสามารถในการจัดงานของประเทศไทยและเพื่อเป็นโอกาสสร้างแบรนด์ระดับโลกให้กับประเทศ การประสานพลังยังครอบคลุมไปถึงเป้าหมายร่วมกันในการดึงงานประเภท High Impact และ High Value เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้แสดงบทบาทในการขับเคลื่อนการสร้างแบรนด์ประเทศไทย

Advertisement

นางศุภวรรณ กล่าวว่า ประเภทงานที่น่าสนใจมี 5 คลัสเตอร์หลักที่ทีเส็บให้ความสำคัญ ได้แก่ การแพทย์และสุขภาพ ดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ BCG (เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ แปรรูปอาหาร) และบริการ (ท่องเที่ยวสุขภาพ ท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี การบินและโลจิสติกส์ การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลที่ต้องการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ภายในระยะเวลาอันสั้น และยังเป็นการวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถต่อยอดสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยใช้อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศทั้ง 5 คลัสเตอร์หลักอย่างเป็นระบบ

นางสาวปนิษฐา บุรี ประธานสมาคมการแสดงสินค้าโลกประจำปี (UFI) ปี 2568 – 2569 กล่าวว่า ข้อมูลรายงาน Global Economic Impact of Exhibitions 2025 โดยสมาคมการแสดงสินค้าโลก (UFI) และ Oxford Economics ระบุว่า ในปี 2567 งานแสดงสินค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19% ของมูลค่าตลาดโลก โดยคาดว่า ปี 2568 นี้ ตลาดอาเซียนจะเติบโตต่อเนื่องจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ซึ่งประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติในการเป็นฮับในภูมิภาคนี้ ส่งผลให้สมาคมอุตสาหกรรมการแสดงสินค้าโลก ให้ความไว้วางใจเลือกไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 งานประชุมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่รวบรวมผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก มาร่วมประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป-ประเทศไทย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า อินฟอร์มามองประเทศไทยเป็น Strategic Hub ที่สำคัญที่สุดในอาเซียน และเป็นตลาดหลักในการเชื่อมต่อผู้ประกอบการจากทั่วโลกเข้าสู่ภูมิภาคที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ภายใต้ยุทธศาสตร์การขยายพอร์ตงานระดับโลกของบริษัท ในช่วง 3 ปีข้างหน้า อินฟอร์มามีแผนเพิ่มงานใหม่ในประเทศไทยกว่า 5 งาน จากเดิมที่จัดอยู่แล้ว 15 งาน พร้อมทั้งขยายงานเดิมที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เช่น ProPak Asia, Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok, Asia Sustainable Energy Week, Fi Asia และ Vitafoods Asia ให้เติบโตทั้งในด้านพื้นที่จัดงาน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 15 ต่อปี และจำนวนผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าดึงผู้เข้าร่วมจากกว่า 76 ประเทศ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 56,000 ล้านบาทต่อปี