หน้าแรก เศรษฐกิจ พืชไร่ไทยในทา...

พืชไร่ไทยในทางแยก เมื่อ ‘มันสำปะหลัง’ และ ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’ ต้องเลือกอนาคตของตัวเอง

1.11.25 | 12:35 น.

พืชไร่ไทยในทางแยก
เมื่อ ‘มันสำปะหลัง’ และ ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’
ต้องเลือกอนาคตของตัวเอง

ในอดีต “มันสำปะหลัง” และ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” คือสองพืชไร่คู่ใจของเกษตรกรไทยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชนบทและอุตสาหกรรมอาหารของประเทศมาหลายทศวรรษ มันสำปะหลังสร้างรายได้หลักจากการส่งออก ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย แต่วันนี้ ทั้งคู่กำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยน ครั้งใหญ่” ที่จะกำหนดอนาคตพืชไร่ไทยในโลกการค้าเสรีและเศรษฐกิจยุคใหม่

จากพืชทำเงิน…สู่พืชต้องรอด

ตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา “มันสำปะหลัง” คือพืชที่ไทยยืนหนึ่งในตลาดโลก ไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลก ติดต่อกันยาวนานกว่าสี่สิบปี สร้างรายได้กว่าแสนล้านบาทต่อปี ในปี 2567 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมูลค่ารวม 1.1 แสนล้านบาท แต่ความรุ่งเรืองเริ่มสั่นคลอน เมื่อโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง ขณะที่ต้นทุนค่าปุ๋ยและแรงงานกลับพุ่งไม่หยุด ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชา เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของตนเอง จนกลายมาเป็นคู่แข่งโดยตรงของไทย จึงถึงเวลาแล้วที่ไทยต้อง “เปลี่ยนนโยบาย” จากการเยียวยาระยะสั้นมาเป็นการลงทุนเชิงรุก เพื่อสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรม
มันสำปะหลังไทย โดยมีข้อเสนอ ดังนี้

หนึ่ง-เร่งขยายพันธุ์ “ต้านทานโรคใบด่าง” เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการทั่วประเทศภายใน 5 ปี

Advertisement

สอง-วิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงและมีเปอร์เซ็นต์แป้งมาก

สาม-ปรับโครงสร้างราคารับซื้อหัวมันสดให้สะท้อนคุณภาพจริง เช่น เพิ่มส่วนต่างราคาตามเปอร์เซ็นต์แป้ง เพื่อให้เกษตรกรที่ผลิตมันคุณภาพดีได้รับผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สี่-ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG Economy) ใช้ของเสียจากโรงงานแป้งมัน เช่นกากมันและน้ำเสีย มาผลิตปุ๋ยหรือวัสดุบำรุงดิน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่า

นอกจากนี้ ไทยอาจต้องพิจารณาผ่อนปรนมาตรการด้านการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน แม้ปัจจุบันจะสามารถนำเข้าได้ แต่ก็มีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดจนอาจเป็นอุปสรรคต่อภาคอุตสาหกรรม ที่จำเป็นต้องนำเข้ามาเป็นวัตถุดิบเพื่อแปรรูปเป็นสินค้าขั้นกลางและขั้นปลาย ดังนั้น การดำเนินนโยบายต้องเกิดความสมดุลระหว่างการดูแลให้ความเป็นธรรมกับเกษตรกร และการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยแข่งขันได้ในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันไทยไม่ได้ส่งออกมันสำปะหลังเป็นสินค้าเกษตรขั้นต้น แต่มีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยไทยส่งออกแป้งมันดิบและแป้งมันดัดแปรรวมกัน มีสัดส่วนร้อยละ 60-80 ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้งหมดของไทยในแต่ละปี ดังนั้น การผ่อนปรนมาตรการด้านการนำเข้าจะทำให้อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังของไทยผลิตได้เต็มประสิทธิภาพ และยังสามารถต่อยอดสู่สินค้าปลายน้ำได้อีกหลากหลาย

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: จากสินค้าส่งออก สู่สินค้านำเข้า

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คืออีกหนึ่งพืชไร่ที่เคยรุ่งเรือง ไทยเคยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่เมื่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์และอาหารสัตว์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ข้าวโพดที่ปลูกในประเทศก็ถูกใช้ภายในแทบทั้งหมด ปัจจุบันไทยผลิตข้าวโพด 4-5 ล้านตันต่อปี
แต่ต้องนำเข้าเพิ่มอีก 1-2 ล้านตัน โดยในปี 2567 ไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2 ล้านตัน มูลค่า 1.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.8 เมื่อเทียบกับปี 2566

ปัญหาหลักของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทยอยู่ที่ “พื้นที่เพาะปลูกและน้ำ” ข้าวโพดเป็นพืชอายุสั้นเพียง 4 เดือน ต้องการน้ำสม่ำเสมอ ทำให้ขยายพื้นที่ปลูกยาก พื้นที่ส่วนใหญ่กลับอยู่ในเขตไม่เหมาะสม บางส่วนรุกล้ำป่าต้นน้ำและภูเขาสูง การเผาตอซังหลังเก็บเกี่ยวเพื่อเตรียมปลูกรุ่นใหม่ก็เป็นต้นตอสำคัญของฝุ่น PM2.5

ข้าวโพดไทยในเงาการค้าโลกใหม่

สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นเมื่อไทยเตรียมทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ ซึ่งอาจเปิดทางให้นำเข้าข้าวโพดในราคาต่ำกว่าข้าวโพดไทย โดยส่วนใหญ่จะเป็นข้าวโพดตัดแต่งพันธุกรรม (GMO) ถึงแม้ข้าวโพด GMO จะถูกตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย แต่ในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าก่อปัญหาสุขภาพ จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศยอมรับและใช้เทคโนโลยีนี้อย่างแพร่หลาย ปัญหาคือ เมื่อไทยอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพด GMO เกษตรกรไทยจึงเริ่มเรียกร้องว่า “ถ้านำเข้าได้ ก็ควรปลูกแข่งได้” เพราะผลผลิตต่อไร่ของข้าวโพดสหรัฐ สูงกว่าไทยถึงเท่าตัว ซึ่งนักวิชาการได้เสนอทางสายกลางว่าไทยควรเริ่มจากเทคโนโลยี Genome Editing ซึ่งเป็นการปรับยีนเฉพาะจุดในสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน ปลอดภัยสูง และสามารถใช้เป็นฐานพัฒนาเมล็ดพันธุ์ในประเทศให้แข่งขันได้กับเทคโนโลยี GMO ในอนาคต

ทางแยกเดียวกัน ต่างพืช แต่ชะตาเดียว

ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลังหรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทั้งคู่ต่างยืนอยู่บน “ทางแยกเดียวกัน” คือระหว่าง “อดีตที่รุ่งเรือง” กับ “อนาคตที่ไม่แน่นอน” สิ่งที่ทั้งสองพืชต้องการไม่ใช่การแทรกแซงราคาหรือการอุดหนุนชั่วคราว แต่คือนโยบายระยะยาวที่สร้าง “ระบบแข่งขันอย่างเป็นธรรม” และ “แรงจูงใจให้เกษตรกรพัฒนา” รัฐบาลควรเป็น “ผู้ออกแบบระบบเศรษฐกิจพืชไร่ที่ยั่งยืน” ภาคเอกชนต้องเร่งลงทุนวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และเกษตรกรต้องปรับตัวจากผู้ผลิตวัตถุดิบราคาถูกไปสู่ผู้ประกอบการเกษตรยุคใหม่

หากเรายังปลูกพืชด้วยวิธีเดิม ย่อมได้ผลลัพธ์แบบเดิม แต่หากกล้าปลูก “นโยบายใหม่” ลงในดินเศรษฐกิจไทย มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะไม่ใช่พืชยุคเก่าอีกต่อไป แต่จะเป็นพืชยุทธศาสตร์แห่งอนาคตที่ยืนหยัดได้ทั้งในตลาดโลกและในใจเกษตรกรไทย