นักวิชาการ มอง สหรัฐ-จีน ไม่ชะลอความขัดแย้งถาวร แนะไทยสมดุลสัมพันธ์สหรัฐ-จีน
นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ว่า แม้การเจรจาของระหว่างสองผู้นำจะตกลงที่จะลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีนลงเหลือ 47% จากเดิม 57% เพื่อแลกกับการที่จีนจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองของสหรัฐฯ รวมทั้งเดินหน้าการส่งออกแร่หายาก จะถูกมองว่าความขัดแย้งมีแนวโน้มที่จะชะลอลง แต่ตนมองว่าอาจจะไม่ใช่เป็นการชะลออย่างยาวนานหรือถาวร
นายสมภพ กล่าวว่า ทั้งสองประเทศต่างมี อำนาจต่อรอง ที่แข็งแกร่งจนอีกฝ่ายไม่สามารถมองข้ามได้ ซึ่งทำให้สภาวะต่าง ๆ เริ่มชัดเจนขึ้น แต่เตือนว่าไม่ควรคาดหวังมากนัก เพราะทั้งคู่ยังคงมีโอกาสที่จะกลับมาขัดแย้งกันใหม่ โดยมองว่าความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่เป็นเพียงการ ยอมกันตามความจำเป็น แม้จะขาดความจริงใจ ซึ่งทางรัฐบาลไทย ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทั้งสองประเทศมีผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ เมือง และความมั่นคง
นายสมภพ กล่าวว่า สำหรับประเด็นเรื่องไทยลงนาม MOA กับสหรัฐเกี่ยวกับแร่เอิร์ท ตนประเมินว่าจะไม่น่าจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมากนัก เพราะไทยไม่ได้ถือเป็นประเทศสำคัญด้านแร่เอิร์ท แต่มองว่า การเซ็น MOA วัตถุประสงค์ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการหาพวกเพื่อนำไปสู่การถ่วงดุลกับจีน เนื่องจากเรื่องแร่เอิร์ทเป็น จุดอ่อน ที่สุดของสหรัฐฯ ในการเจรจากับจีน ขณะที่จีนใช้แร่เอิร์ทเป็นตัวตอบโต้ และสหรัฐฯ เองก็มีเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์เป็นตัวตอบโต้เช่นกัน
นายสมภพ กล่าวว่า สำหรับแนวทางที่ประเทศไทยควรดำเนินจากนี้ คือ 1.สร้างความสมดุลของความสัมพันธ์ โดยไทยต้องสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลกับทั้งสองชาติให้ดี เพราะต่างฝ่ายต่างมีความสำคัญต่อไทยทั้งคู่ 2.ไม่ทำตัวเป็นพวกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไทยต้องไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเราเป็นพวกของศัตรู และไม่ควรไปอยู่ในใจกลางความขัดแย้งของชาติมหาอำนาจด้วยเหตุผลใดก็ตาม 3.เดินหน้าตามความเหมาะสม ผู้บริหารราชการแผ่นดินจะต้องดำเนินการในสิ่งที่ควรจะเป็น ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคง โดยหลีกเลี่ยงการทำตัวเป็นประเทศที่อยู่ระหว่างความขัดแย้งของชาติมหาอำนาจ
นายสมภพ กล่าวว่า ในประเด็นการเจรจาภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ตนชี้ว่า ต้องพิจารณาว่าสิ่งที่แลกเปลี่ยนกันคุ้มค่าในระยะสั้นและระยะยาวหรือไม่ ย้ำว่า การตัดสินใจใดๆ ต้องอิงข้อมูลจริง ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัว เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะกดดันจากความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ
นายสมภพ กล่าวว่า ในส่วนของสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศ ตนมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี อย่าง โครงการ “คนละครึ่งพลัส” อาจจะช่วยให้ดีขึ้นในบางระดับ อาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรายเล็กได้บ้าง แต่ไม่ควรเป็นสิ่งที่ไปฝากความหวังไว้มากนัก เพราะเนื่องจากเป็นการกระตุ้นระยะสั้น ซึ่งข้อเสนอแนะเพิ่มเติม คือ รัฐบาลควรมีมาตรการเสริมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมให้เข้มแข็งและครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายปีและเทศกาลปีใหม่ที่ควรมีแรงจูงใจให้ประชาชนจับจ่ายมากขึ้น

