สแกนจีดีพีไทยปี’68-69 เจอโจทย์ยาก…ฝ่าพายุเศรษฐกิจ!!

3.11.25 | 11:33 น.

ารคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ของประเทศไทยในปี 2568 เรียกได้ว่ามีความผันผวนสูงกว่าที่คาดไว้ 

เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่เต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนจากหลายด้าน ทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ เริ่มจากในประเทศที่มีปัจจัยการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ที่มีการเปลี่ยนชุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) บ่อยครั้ง ไปจนถึงมีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ประเทศเกิดการสุญญากาศ รวมถึงปัญหาปากท้องของประชาชนที่ยังต้องได้รับการเยียวยาอย่างใกล้ชิด ประกอบกับภัยธรรมชาติอย่างอุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรหลายจังหวัด ทำให้เศรษฐกิจฐานรากยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ 

นอกจากแรงกดดันภายในแล้ว ปัจจัยจากภายนอกในปี 2568 ก็มีความรุนแรงเช่นกัน ทั้งปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และมาตรการภาษีของสหรัฐ ที่เริ่มส่งผลต่อการส่งออกของไทย ต่อด้วยความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งประเด็นด้านชายแดนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าชายแดน การชะลอตัวของการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดนภาคตะวันออก 

ทั้งหมดคือแรงกดดันต่อภาพรวมเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปีจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ถือเป็นปีแห่งการทดสอบความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของไทยอย่างแท้จริง ว่าประเทศจะสามารถรักษาเสถียรภาพไว้ได้เพียงใดท่ามกลางความผันผวนรอบด้าน และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จะสามารถพยุงเศรษฐกิจให้ผ่านช่วงเปราะบางนี้ไปได้มากน้อยแค่ไหน

ธปท.-แบงก์พณ.มองศก.สะดุดไม่สดใส

Advertisement

สถานการณ์ดังกล่าว หน่วยงานภาคเศรษฐกิจต่างแสดงความกังวล และส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญ เริ่มที่ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุ ปี 2568 นี้อาจไม่ใช่ปีทองของเศรษฐกิจไทยอย่างที่หลายฝ่ายหวัง แม้ครึ่งปีแรกจีดีพีขยายตัว 3% จากแรงส่งชั่วคราวของการส่งออกแบบ “Front-loaded” แต่ครึ่งปีหลังเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวชัดเจน ดังนั้น ธปท.ประเมินว่า จีดีพีทั้งปีจะอยู่ราว 2.2% ก่อนจะชะลอลงเหลือเพียง 1.6% ในปี 2569 

สาเหตุหลักของปัญหาไม่ได้อยู่ที่รอบวัฏจักร แต่เป็นเรื่องโครงสร้างของประเทศจริงๆ โดยปัจจัยที่กระทบการเติบโตของเศรษฐกิจไทย คือ สังคมผู้สูงวัย ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางการเงิน บรรษัทภิบาลที่อ่อนแอ และระบบการศึกษาที่ยังไม่ตอบโจทย์โลกใหม่ 

นอกจากนี้ ผู้ว่าการแบงก์ชาติยังชี้ปัจจัยที่อันตรายที่สุด นั่นคือ ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงลิ่ว แม้จะลดลงจากจุดสูงสุดกว่า 90% ของจีดีพีมาอยู่ราว 86-87% แต่การลดลงนั้นเป็นเพียง “ภาพลวงตาทางตัวเลข” เพราะเกิดจากจีดีพีที่โต ไม่ใช่ยอดหนี้ที่ลด

โดยตัวเลขผิดนัดชำระหนี้พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนี้เสีย (NPL) อยู่ประมาณ 4% ขณะที่หนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน (SM) แตะระดับ 8-9% รวมกันกว่า 11-12% ของพอร์ตหนี้ทั้งหมด สะท้อนว่าครัวเรือนไทยจำนวนมากเริ่มอยู่ในภาวะเปราะบาง

“ปัญหาที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและสำคัญจริงๆ คือ หากประเทศไทยไม่สามารถก้าวข้ามหรือแก้ปัญหาอย่างนี้ได้ การเติบโตทางเศรษฐกิจหรือความกินดีอยู่ดีของประชาชน จะมีปัญหาจะลำบากไปเรื่อยๆ แน่นอน คือเรื่องของ หนี้ครัวเรือน เพราะหนี้ครัวเรือนไม่ได้เป็นเพียงแรงกดดันการบริโภคและการลงทุน แต่เป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของคน เป็นเรื่องความเป็นอยู่และความสามารถในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และหากเรื่องนี้ยังไม่รีบแก้อย่างเป็นจริงเป็นจังมีโอกาสที่ระดับหนี้ต่อจีดีพีจะสูงขึ้น” ผู้ว่าการแบงก์ชาติระบุ

ขณะที่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้โตเพียง 1.8% และจะลดลงเหลือ 1.5% ในปีหน้า โดยครึ่งหลังของปีนี้อาจโตไม่ถึง 1% ปัจจัยหลักมาจากแรงส่งหลักของเศรษฐกิจจะแผ่วลง ความท้าทายภายนอกและภายในจะมาพร้อมข้อจำกัดการคลังที่มากขึ้น

เศรษฐกิจไทยจะพึ่งพาโลกได้ยากขึ้น ทั้งสงครามการค้าและภาษีสหรัฐที่ตั้งไว้กับไทย 19% จะเริ่มกดดันการส่งออกไทยไปสหรัฐชะลอลง สินค้าหลายกลุ่มเริ่มหดตัวและมีแนวโน้มหดตัวต่อ ขณะที่เงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นแรงที่สุดตั้งแต่วิกฤตปี 2540 ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน และยิ่งซ้ำเติมผู้ส่งออก รวมถึงภาคท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวยังใช้จ่ายระมัดระวัง ไทยจึงอาจเสียเปรียบประเทศคู่แข่งจากค่าเงินบาทแข็ง

นอกจากนี้ SCB EIC ชี้ว่า เศรษฐกิจในประเทศเริ่มเปราะบาง ธุรกิจ SMEs ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าก่อนโควิด กำไรหด และจำนวน ‘บริษัทผีดิบ’ หรือกิจการที่อยู่ได้ด้วยหนี้แต่ขยายไม่ได้ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง บางกลุ่มมีอัตราว่างงานสูงขึ้น ชั่วโมงทำงานลด รายได้หดลง ขณะที่ภาครัฐกำลังเผชิญข้อจำกัดการคลังที่รัดตัวจากความเสี่ยงเบิกจ่ายงบล่าช้า หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน และความกังวลต่อการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

SCB EIC ยังประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2568-2569 จะขยายตัวเพียง 2.5% และ 2.4% ตามลำดับ จากแรงกดดันของนโยบายการค้าใหม่ของสหรัฐ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กระแสการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และเทคโนโลยี AI จะสร้างโอกาสใหม่ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI)

ท่ามกลางกระแส Friendshoring – Reshoring – Nearshoring ประเทศไทยยังมีช่องทางขยาย FDI โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น Data Center, Future Food และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันสูงจากประเทศที่มีข้อตกลงการค้ากับสหรัฐโดยตรง เช่น ญี่ปุ่น เม็กซิโก และกลุ่มสหภาพยุโรป (EU)

ดังนั้น SCB EIC จึงเสนอว่า ไทยจำเป็นต้องยกระดับความสามารถแข่งขัน ทั้งในด้านมาตรฐานการผลิต การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ระดับโลก ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเร่งปรับกฎระเบียบ ลดขั้นตอนอุปสรรค และสร้าง Ecosystem การลงทุน ที่ตอบโจทย์โลกใหม่ให้ได้โดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับ ชุดนโยบายรัฐบาลใหม่ Quick Big Win มองว่าจะมีส่วนช่วยในการพยุงเศรษฐกิจ แต่ผลกระตุ้นจำกัด มาตรการ ‘คนละครึ่งพลัส’ วงเงิน 6.7 หมื่นล้านบาทจะช่วยหนุนการบริโภคในระยะสั้น แต่ผลบวกเพิ่มเติมต่อ GDP มีจำกัด เพราะจัดสรรจากงบประมาณเดิม ไม่ได้เพิ่มวงเงินกู้ใหม่ และการใช้จ่ายอาจลงเศรษฐกิจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่น ใช้จ่ายซื้อสินค้านำเข้า ใช้จ่ายให้ร้านค้าเข้าร่วมโครงการที่อยู่นอกระบบภาษี

หวัง‘คนละครึ่งพลัส’ฟื้นจีดีพี 2.4%

แม้ช่วงก่อนคลอดมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาพรวมเศรษฐกิจจะน่าเป็นห่วง แต่หลังจากที่เริ่มมีการเปิดมาตรการออกมา ผลตอบรับจากประชาชนดีเกินคาด รัฐบาลจึงเริ่มเห็นช่องทางโอกาสและความหวังว่า จีดีพีของไทยในปี 2568 นี้ อาจจะปรับตัวไปทางดีขึ้นกว่าก่อนหน้าที่มีการคาดการณ์จากหลายฝ่าย 

โดย วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ประเมินตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.4% (ช่วงคาดการณ์ 1.9% ถึง 2.9%) เป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อน ณ เดือนกรกฎาคม 2568 ที่คาดว่าจะโต 2.2% 

ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการบริโภคภายในประเทศที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน การกระตุ้นการเบิกจ่ายไตรมาสแรกของปีงบประมาณ ส่งผลให้คาดการณ์การบริโภคภาคเอกชนทั้งปีจะขยายตัวได้ดีที่ 3.0% (ช่วงคาดการณ์ 2.5% ถึง 3.5%)

ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออก ยังคงขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวสูงถึง 10.0% (ช่วงคาดการณ์ 9.5% ถึง 10.5%) ซึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกของภาคเอกชนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ที่การส่งออกไปตลาดสหรัฐ และจีน ขยายตัวสูงถึง 26.4% และ 10.8% ตามลำดับ

วินิจระบุ มาตรการสำคัญที่ลงมาในไตรมาสที่ 4 มี 4 เรื่องใหญ่ ได้แก่ 1.บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 22,780 ล้านบาท 2.คนละครึ่งพลัส รัฐออก 43,000 ล้านบาท ยังไม่รวมส่วนของประชาชน 3.มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย 4.มาตรการ Front Load ของกระทรวงการคลัง คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.3% มากกว่าที่สภาพัฒน์เคยคาดการณ์ว่าไว้ และน่าจะเป็นจุดเปลี่ยน (Turning Point) ของเศรษฐกิจได้ และมีโอกาสสูงที่ไตรมาส 4 จะโตเกิน 1% 

สำหรับในปี 2569 สศค.คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 1.5% ถึง 2.5%) โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว คือ ภาคการส่งออกที่คาดว่าจะหดตัว -1.5% (ช่วงคาดการณ์ -2.0% ถึง -1.0%) เนื่องจากมีการเร่งส่งออกไปมากแล้วในปี 2568 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐ

นับว่าเป็นข่าวดี ที่อาจเห็นแสงสว่างบ้างของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 นี้ อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงการคลังยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด ได้แก่ นโยบายด้านภาษีของสหรัฐ ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาหนี้ครัวเรือนและ NPLs ของ SMEs

มุมมองศก.จากเอกชน-วิชาการ

จากการประเมินของกระทรวงการคลัง ที่เริ่มปรับคาดการณ์ GDP ขึ้นมาเป็น 2.4% แสดงให้เห็นว่า แม้ปี 2568 จะผ่านช่วงเวลาท้าทายทางเศรษฐกิจมาอย่างหนัก แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 ก็อาจเริ่มมี “แสงสว่าง” ให้เห็นมากขึ้น เมื่อหลายภาคส่วนเริ่มส่งสัญญาณบวก ทั้งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการขยายตัวของการส่งออกที่เกินความคาดหมาย

ในส่วนของความเห็นจากภาคเอกชนอย่างหอการค้าไทย วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง
พลัส” ที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี ส่งผลให้กระทรวงการคลังปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) เพิ่มขึ้นเป็น 2.4%

วิศิษฐ์ระบุ แม้มาตรการดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ แต่สัญญาณเชิงบวกยังมาจากอีกหลายด้าน โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยตัวเลขในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นถึง 19% ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญอีกด้านหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยโดยรวม หากกระทรวงการคลังประเมินตัวเลข GDP สูงขึ้น ก็ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี เพราะสะท้อนว่าข้อมูลจากหลายภาคส่วนชี้ให้เห็นการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้สัญญาณดีเริ่มปรากฏ แต่ความไม่แน่นอนยังอยู่รอบตัว ทั้งจากเศรษฐกิจโลก สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ และความเปราะบางของกำลังซื้อภายในประเทศ รัฐบาลยังต้องระมัดระวังและไม่ชะล่าใจ ต้องเดินหน้ากระตุ้นทุกมิติ ทั้งการท่องเที่ยว การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้ยืนได้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ นโยบายภาครัฐที่เริ่มทยอยออกมาในช่วงปลายปี 2568 โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักสำคัญ เพราะ SME ถือเป็น ‘หัวใจของเศรษฐกิจฐานราก’ ที่จะช่วยขับเคลื่อนการจ้างงานและกระจายรายได้ไปทั่วประเทศ เพราะถ้ารัฐสามารถออกนโยบายได้ตรงจุด ภาคเอกชนพร้อมจะขยับตามทันที เพราะตอนนี้เรากำลังอยู่ในจังหวะที่เศรษฐกิจกำลังเริ่มฟื้น ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันเสริมแรง ก็จะทำให้ต้นปีหน้าเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการคนละครึ่งพลัสจะเป็นอาวุธสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจ แต่อีกมุมมองจากนักวิชาการ เตือนว่า อย่าไปฝากความหวังไว้มากนัก

โดย สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 อย่างโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อาจจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นในบางระดับ เพราะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรายเล็ก หรือ SMEs ได้บ้าง แต่ไม่ควรเป็นสิ่งที่ไปฝากความหวังไว้มากนัก ว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ในระยะยาว เนื่องจากแนวทางนี้เป็นการกระตุ้นระยะสั้น 

“ดังนั้นข้อเสนอแนะเพิ่มเติมคือ รัฐบาลควรมีมาตรการเสริมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมให้เข้มแข็งและครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายปีและเทศกาลปีใหม่ที่ควรมีแรงจูงใจให้ประชาชนจับจ่ายมากขึ้น” สมภพทิ้งท้าย

หวังว่ามาตรการจากภาครัฐ จะช่วยจุดประกายความหวังให้เศรษฐกิจในช่วงปลายปีมีชีวิตชีวาขึ้น เพื่อประคับประคองจีดีพีต่อจากนี้สู่ทิศทางบวกกว่าเดิม

ทีมข่าวเศรษฐกิจ