หน้าแรก เศรษฐกิจ แนวโน้มราคาทอ...

แนวโน้มราคาทองคำ 3-7 พ.ย.ปรับฐาน รอพุ่งต่อ ผู้ค้าคาดการณ์ระยะยาวยังขาขึ้น

2.11.25 | 22:28 น.

แนวโน้มราคาทองคำ 3-7 พ.ย.ปรับฐาน รอพุ่งต่อ ผู้ค้าคาดการณ์ระยะยาวยังขาขึ้น

หลังจากที่ “ทรัมป์ กับสี จิ้นผิง” สงบศึกสงครามการค้าระหว่างกันชั่วคราว ส่งผลต่อราคาทองคำในช่วงวันที่ 31 ตุลาคม และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เหมือนก่อนหน้าที่ราคาขึ้นลงสุดร้อนแรง

โดยราคาทองวันที่ 1 พฤศจิกายน สมาคมค้าทองคำประกาศราคาครั้งเดียว และทองแท่ง ขายออกบาทละ 61,400 บาท รับซื้อบาทละ 61,300 บาท ส่วนทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 62,200 บาท และรับซื้อบาทละ 60,079.08 บาท

สำหรับมุมมองต่อทิศทางราคาทองคำในประเทศ ระหว่างวันที่ 3-7 พฤศจิกายนนี้ “ศูนย์วิจัยทองคำ” ได้สำรวจ 13 ผู้เชี่ยวชาญในตลาดทองคำที่ได้มีส่วนร่วมตอบแบบสำรวจ

ในจำนวนนี้มี 3 ราย หรือเทียบเป็น 24% คาดว่าราคาทองคำในสัปดาห์หน้าจะปรับเพิ่มขึ้น ส่วน 5 ราย หรือเทียบเป็น 38% คาดว่าราคาทองคำจะลดลง และ 5 ราย หรือเทียบเป็น 38% คาดว่าราคาทองคำจะใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

Advertisement

สำหรับนักลงทุนทองคำ ได้เข้าร่วมตอบแบบสำรวจ จำนวน 340 ราย ในจำนวนนี้มี 150 ราย หรือเทียบเป็น 44% คาดว่าราคาทองคำในประเทศของสัปดาห์หน้าจะปรับเพิ่มขึ้น ส่วน 166 ราย หรือเทียบเป็น 49% คาดว่าราคาทองคำจะลดลง และ จำนวน 24 ราย หรือเทียบเป็น 7% คาดว่าราคาทองคำจะใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับราคาทองคำแท่งในประเทศ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 59,750-63,200 บาท ต่อบาททองคำโดยราคาทองคำปิดอยู่ที่ระดับ 61,400 บาท ต่อบาททองคำ ลดลง 2,300 เมื่อเปรียบเทียบกับราคาปิดของสัปดาห์ก่อนหน้า (สัปดาห์ก่อนหน้าปิดที่ 63,700 บาท) ทั้งนี้นับตจากต้นปี 2568 ถึงปัจจุบันราคาทองในประเทศปรับขึ้นแล้ว 19,000 บาท

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

1.สถานการณ์ “Government Shutdown” ของสหรัฐ ยังคงดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ยังไม่มีสัญญาณแน่ชัดว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด สร้างความไม่มั่นใจต่อตลาดการเงิน หากยืดเยื้ออาจกระทบต่อการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การจ้างงาน และภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสสุดท้าย ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนหันมาถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ มากขึ้น

2.การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) มีกำหนดประชุมกำหนดนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า โดยตลาดคาดว่า BOE จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 4% สอดคล้องกับมติการประชุมในเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา

3.รายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายบริการจาก ISM, ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นสุดท้าย, การคาดการณ์เงินเฟ้อเบื้องต้นจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน, ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนของ ADP เดือน ตุลาคม 2568 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ก่อนหน้านี้ “จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี” นายกสมาคมค้าทองคำ มองว่า ผลการเจรจาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ถือเป็นจุดสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ หากผลการเจรจาเป็นไปในเชิงบวก อาจช่วยลดความกังวลของตลาดและกดดันราคาทองคำย่อตัวลง ยังได้รับแรงกดดันจากแรงเทขายทำกำไร ทำให้ราคาทองช่วงนี้อยู่ในช่วงปรับฐาน

มีแนวโน้มราคาคงจะทรงตัวหลังวันที่ 1 พฤจิกายนไปแล้ว จากนั้นจะค่อยๆ ปรับขึ้น ซึ่งมองว่าในระยะยาวราคาทองยังขาขึ้น แต่จะไปแตะ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และบาทละ 68,000-69,000 บาทภายในปีนี้ อย่างที่ได้คาดการณ์หรือไม่ ยังต้องลุ้น ทั้งนี้หากมีเงินเย็นก็ถือไว้ทำกำไรระยะยาวได้