หน้าแรก เศรษฐกิจ แบตเตอรี่ยักษ...

แบตเตอรี่ยักษ์ เสาหลักใหม่ กุญแจสู่พลังงานสะอาดที่มั่นคงของไทย

4.11.25 | 12:24 น.

แบตเตอรี่ยักษ์ เสาหลักใหม่
กุญแจสู่พลังงานสะอาดที่มั่นคงของไทย

พลังงานหมุนเวียน…ก้าวไปข้างหน้า แต่ยังขาด ‘ความมั่นคง’

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ภายในปี พ.ศ.2580 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่สังคมคาร์บอนต่ำ แต่ความท้าทายใหญ่คือแหล่งพลังงานสะอาดหลักที่มีต้นทุนต่ำ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ยังมีความไม่แน่นอนสูง (Intermittency) ดวงอาทิตย์ตกดิน เมฆบดบัง หรือช่วงที่ลมหยุดพัด ทำให้กำลังผลิตมีความผันผวนและไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไปทุกขณะ

ด้วยเหตุนี้ “ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน” (Battery Energy Storage System: BESS) โดยเฉพาะ “แบตเตอรี่ยักษ์” (Grid-scale BESS) ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในระดับโครงข่ายไฟฟ้า ถูกยกระดับให้เป็น “เสาหลักใหม่ของระบบไฟฟ้าไทย” ที่จะช่วยสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง

ระบบกักเก็บพลังงาน: ตัวปรับสมดุลแห่งยุคพลังงานสะอาด

Advertisement

ระบบกักเก็บพลังงานทำหน้าที่คล้าย “ธนาคารไฟฟ้า” ที่สามารถ “เก็บไฟฟ้าส่วนเกิน” ในช่วงที่ผลิตได้มาก แล้ว “จ่ายกลับเข้าสู่ระบบ” ในช่วงที่มีความต้องการสูง หรือเมื่อแหล่งพลังงานหมุนเวียนหยุดผลิต (เช่น กลางคืนที่ไม่มีแสงแดด)

ระบบไฟฟ้าแบบดั้งเดิมถูกออกแบบให้ “ผลิตและใช้ไฟฟ้าพร้อมกัน” กล่าวคือ ไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าจะถูกส่งผ่านระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าไปยังผู้ใช้ในทันทีโดยไม่มีการเก็บสำรองไว้ในระบบ ทำให้ต้องรักษาสมดุลระหว่าง “กำลังผลิต” และ “ความต้องการใช้” ให้เท่ากันตลอดเวลา เมื่อพลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมเข้ามามีสัดส่วนมากขึ้น สมดุลนี้ยิ่งยากจะควบคุมเพราะกำลังผลิตผันผวนตามธรรมชาติ ดังนั้นระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่จึงเข้ามาเป็น “ตัวปรับสมดุล” ที่สำคัญ ช่วยเก็บไฟฟ้าในช่วงผลิตได้มากเกินและจ่ายคืนในช่วงที่มีความต้องการสูง ทำให้ระบบไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นและเสถียรยิ่งขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาการผลิตและการใช้แบบพร้อมกันอีกต่อไป

โดยปัจจุบันเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Li-ion Battery) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง ต้นทุนลดลงต่อเนื่อง และถูกนำมาใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลายในประเทศต่างๆ ที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูง เพื่อช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้น

บทบาทของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในระบบไฟฟ้า

แม้ว่าแบตเตอรี่จะสามารถติดตั้งได้ตั้งแต่ระดับครัวเรือน อาคารธุรกิจ อุตสาหกรรม ไปจนถึงในระดับผู้ให้บริการไฟฟ้า (Utility) แต่ในมิติของการบริหารความมั่นคงของระบบไฟฟ้า Grid-scale BESS คือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้การผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น การคาดการณ์จาก McKinsey Company พบว่าอีก 5 ปีข้างหน้า ทั่วโลกคาดว่าจะมีการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่กว่า 520-700 GWh คิดเป็นเงินลงทุนกว่า 120,000-150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมากกว่าร้อยละ 86 เป็น Grid-scale BESS ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ให้บริการไฟฟ้าต่างๆ ทั่วโลกมีความจำเป็นในการใช้งาน Grid-scale BESS เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทิศทางการใช้งานแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในระบบไฟฟ้าไทย

ประเทศไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาบรรจุ Grid-scale BESS ไว้เป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนระบบไฟฟ้าต่างๆ ในอนาคต ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งต้องรองรับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากกว่าร้อยละ 50 จึงมีความจำเป็นต้องนำ Grid-scale BESS มาใช้งาน เช่น

– การให้บริการเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (Ancillary service) เพื่อช่วยปรับสมดุลแบบเรียลไทม์

– การบริหารจัดการไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (RE-time shift) เก็บพลังงานหมุนเวียนส่วนเกินช่วงกลางวัน มาจ่ายคืนในช่วงกลางคืน

– การใช้ทดแทนโรงไฟฟ้าช่วงพีค เพื่อสำรองไฟฟ้าและจ่ายไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพีค (Peaking Plant)

นอกจากนี้ Grid-scale BESS ยังมีความจำเป็นในแผนการลงทุนระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้ายุคใหม่ โดยช่วยลดความแออัดของโครงข่ายไฟฟ้า (Congestion Relief) และชะลอการก่อสร้างระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าใหม่ (T&D Deferral) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อแนวโน้มการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นโหลดไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ได้และกระจายตัวทั่วประเทศ ในขณะเดียวกัน Grid-scale BESS ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนระบบไมโครกริด (Microgrid) สำหรับพื้นที่ห่างไกลและเกาะต่างๆ ให้สามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้มากขึ้น

ปัจจุบันกระทรวงพลังงานได้เริ่มนำร่องการนำแบตเตอรี่เข้ามาใช้ในหลากหลายรูปแบบผ่านโครงการนำร่องของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง เช่น การนำร่องการใช้งานแบตเตอรี่เพื่อรองรับการเชื่อมต่อระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การใช้งานแบตเตอรี่ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ การใช้งานแบตเตอรี่ในไมโครกริดสำหรับพื้นที่ห่างไกลและเกาะ เป็นต้น

โอกาสและความท้าทาย

แม้ระบบแบตเตอรี่ขนาดใหญ่จะมีศักยภาพสูงในการนำมาใช้ในระบบไฟฟ้าของไทยในอนคตอันใกล้ แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญหลายด้าน เช่น ต้นทุนการลงทุนสูงทำให้ต้องมีการพิจารณาใช้งานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ นอกจากนี้กรอบกฎหมายและระเบียบในปัจจุบันที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานแบตเตอรี่โดยเฉพาะ ทำให้ไม่เอื้อต่อการเข้ามาของระบบกักเก็บพลังงานในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการกำกับดูแลและข้อกำหนดการเชื่อมต่อที่จะเปลี่ยนจากเดิมที่มีการจ่ายไฟฟ้าทางเดียว มาเป็นรูปแบบที่ต้องรองรับแหล่งจ่ายไฟฟ้า 2 ทาง รวมถึงโครงสร้างตลาดไฟฟ้า ที่จะต้องมีการสะท้อนต้นทุนในแต่ละบริการย่อยที่แบตเตอรี่นั้นให้บริการมากขึ้นด้วย

การปรับปรุงระเบียบและโครงสร้างตลาดไฟฟ้าให้มีความทันสมัย จะเปิดโอกาสให้ Grid-scale BESS ในประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนไปได้เต็มศักยภาพ พร้อมต่อยอดการทดสอบเทคโนโลยีสู่การใช้งานจริง การทดลองการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เช่น การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) การพัฒนาตลาดบริการเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน (Ancillary Service Market) และการรวมบริการจากแบตเตอรี่ระดับผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต

เสาหลักใหม่ของระบบไฟฟ้าไทย

เมื่อพลังงานหมุนเวียนเติบโต ระบบกักเก็บพลังงานจะไม่ใช่ “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “เสาหลัก” ของระบบไฟฟ้าไทยในอนาคต การลงทุนในแบตเตอรี่ยักษ์ไม่เพียงช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สอดรับกับเป้าหมาย Carbon Neutrality 2050 และ Net Zero 2065 ของประเทศ หากประเทศไทยสามารถวางระบบส่งเสริมและโครงสร้างตลาดที่เหมาะสมได้ ระบบกักเก็บพลังงานจะไม่เพียงช่วย “เสริมความมั่นคงของไฟฟ้า”

แต่ยังช่วย “สร้างมูลค่าใหม่ทางเศรษฐกิจ” จากการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต