ครม.เศรษฐกิจ เคาะแก้หนี้เสียต่ำ1แสนบาท ดีเดย์ 11 พ.ย.นี้ เฟสแรกช่วย 2.3 ล้านบัญชี ขณะที่คนละครึ่งพลัสยอดใช้จ่ายพุ่ง 1.2 หมื่นล้าน
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ว่า มีการหารือแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดยกระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคสถาบันการเงิน จัดทำโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC โดยมีเป้าหมายเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้เสีย (NPLs) ให้ปิดจบหนี้ หลุดพ้นการเป็นหนี้เสียโดยเร็ว และช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต จะเป็นกลไกแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม และยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมเติบโตในระยะยาว
นายเอกนิติ กล่าวว่า โดยมุ่งแก้ไขปัญหาลูกหนี้ที่เป็นหนี้ไม่มีหลักประกันไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย มี 3.45 ล้านราย หรือ 4.76 ล้านบัญชี เป็นภาระหนี้ 122,000 ล้านบาท มีแนวทางให้ความช่วยเหลือ กลุ่มที่ 1 แก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกซื้อหนี้โดย AMC เป็นลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ บริษัทกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ(SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่าน AMC ที่ได้รับมอบหมาย คือ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) โดยให้ AMC นำหนี้ดังกล่าวมาปรับโครงสร้างหนี้ผ่านการเสนอเงื่อนไขที่ผ่อนปรนมากขึ้น เช่น ลดดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม จ่ายชำระบางส่วนเพื่อปิดบัญชี เป็นต้น
กลุ่มที่ 2 การช่วยเหลือเพิ่มเติมโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จะปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นมาตรการเฉพาะของแต่ละธนาคาร เพื่อบริหารจัดการหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้กลุ่มนี้ เพราะมีความเปราะบางมากกว่าลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ หรือได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านกลไกอื่นแล้ว โดยจะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม เช่น การชำระบางส่วนเพื่อปิดบัญชี ลดเงินต้นยกเว้นดอกเบี้ยทั้งหมด ติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ ที่ผ่อนปรนมากกว่าเกณฑ์ปกติของธนาคาร การปิดบัญชีและตัดเป็นหนี้สูญ สำหรับลูกหนี้ขาดศักยภาพ เป็นต้น
“ทั้งสองส่วนนี้เป็นจุดเริ่มต้นรัฐมีโครงการช่วยลูกหนี้ ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ช่วยลูกหนี้ให้หลุดพ้นภาระหนี้โดยเร็ว คาดว่ามีลูกหนี้เข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือ 2.36 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ 62,400 ล้านบาท และระยะถัดไปจะพิจารณาขยายการช่วยเหลือไปยังลูกหนี้นอนแบงก์ในหลักการเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาหนี้ภาคประชาชนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย” นายเอกนิติกล่าว และว่า จะนำเสนอเข้า ครม.และลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง ธปท. สมาคมธนาคารไทย และบริษัทบริหารสินทรัพย์ต่างๆ ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ เพื่อเริ่มการโอนหนี้อย่างเป็นทางการ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่าการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ธปท.จึงบูรณาการความร่วมมือกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย ดำเนินโครงการแก้ไขหนี้ครัวเรือนร่วมกัน ใช้เวลาเตรียมการ 1 เดือนเศษ เน้นแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนใน 2 มิติ 1.มิติด้านปริมาณหนี้มีราว 87% ของจีดีพี 2.มิติจำนวนลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย ไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหรือขอสินเชื่อใหม่ได้
“เฟสแรกเริ่มดำเนินการกับลูกหนี้ 2.36 ล้านบัญชี ที่จะโอนไปใน 2 AMC และเป็นหนี้ก่อนวันที่ 30 กันยายน 2568 จะใช้แนวทางที่ผ่อนปรนมากเป็นพิเศษ ให้ลูกหนี้ชำระคืนได้ตามศักยภาพ ทั้งจ่ายปิดบัญชีครั้งเดียวหรือผ่อนชำระรายปี พร้อมดอกเบี้ยที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงยึดหลักไม่ให้เสียวินัยทางการคลัง และจะเป็นมาตรการครั้งเดียวแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง” นายวิทัยกล่าว
ด้าน นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 น. ว่า มีผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการสำเร็จแล้วกว่า 13 ล้านราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 12,541.34 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินที่ประชาชนจ่าย 6,348.78 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่าย 6,192.65 ล้านบาท

