หน้าแรก เศรษฐกิจ ธุรกิจท่องเที...

ธุรกิจท่องเที่ยว จี้รัฐเพิ่มความขลังแก้ปมภาพลักษณ์ไทย หวั่นลามตลาดต่างชาติติดลบ

4.11.25 | 04:38 น.

ธุรกิจท่องเที่ยว จี้รัฐเพิ่มความขลังแก้ปมภาพลักษณ์ไทย หวั่นลามตลาดต่างชาติติดลบ

นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร ประธานที่ปรึกษา และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ภาคการท่องเที่ยวไทย ไม่สามารถปล่อยให้เดินหน้าไปตามธรรมชาติได้ เพราะประเทศไทยยังมีผลกระทบจากความไม่เชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ของไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังคงมีความกังวลในการเดินทางอยู่ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความขลังในการทำงาน เอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหา โดยต้องเป็นการนำของกระทรวงด้านความมั่นคงโดยตรง และนายกรัฐมนตรี ประกาศขั้นตอนที่จะทำแบบกำหนดตัวชี้วัดผลสำเร็จอย่างชัดเจน เพื่อหยุดผลกระทบและการลุกลามมากกว่านี้ เพราะจากตอนแรกตลาดจีนติดลบ แต่ตอนนี้มีทั้งไต้หวัน ฮ่องกง รวมถึงเกาหลีใต้ที่เริ่มชะลอตัวในการเข้ามาเที่ยวไทยแล้ว

นายศิษฎิวัชร กล่าวว่า แม้จริงๆ แล้วความปลอดภัยในการท่องเที่ยวของไทยจะไม่ได้มีปัญหา แต่เรายังติดเรื่องคนส่วนน้อยที่ทำผิดกฎหมาย เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว หรือข่มขู่เพื่อหาประโยชน์ส่วนตน ยกตัวอย่างไกด์เถื่อนชาวจีนที่ขู่นักท่องเที่ยวจีนให้ซื้อสินค้าราคาแพงในร้านที่กำหนด ไม่เช่นนั้นจะกลับประเทศไม่ได้ กรณีแบบนี้จะต้องลงโทษตามกฎหมายให้เป็นตัวอย่าง เอาผิดแบบรุนแรง จะจำคุกหรือปรับก็ต้องทำตามกฎหมายกำหนดไว้สูงสุด ไม่ใช่หาทางลงให้ผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่ต้องเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงต้องระงับหนังสือเดินทางเข้าไทยแบบถาวรด้วย เพื่อให้ทั่วโลกได้เห็นภาพการอย่างเป็นรูปธรรม

“ในฐานะคนไทย สิ่งที่เจ็บใจมากที่สุดคือ คำว่าประเทศไทยขอแค่มีเงินก็สามารถทำอะไรได้ตามใจแล้ว รวมถึงเรื่องผิดกฎหมายด้วย ซึ่งถือเป็นคำพูดที่ไม่ควรปล่อยให้สามารถพูดออกมาได้ เพราะสะท้อนถึงภาพลักษณ์ประเทศในสายตาคนพูด ต้องถามว่าทำไมเราถึงปล่อยให้เขาพูดแบบนี้ได้ ปล่อยให้ประเทศเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เหมือนที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้ในการประชุมสมาชิกสมาคมฯ ว่าปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ โดยเฉพาะทุนสีเทาต่างๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรหากไม่มีไทยเทาเข้าไปร่วมด้วย ตอนนี้จึงเป็นจุดที่ต้องล้างสีเทาออกจากคนด้วยกันเอง เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจังแล้ว” นายศิษฎิวัชร กล่าว

นายศิษฎิวัชร กล่าวว่า เรื่องภาพลักษณ์ของประเทศถือว่ามีความสำคัญมากในการเดินทางเข้ามาเยี่ยมเยือนของต่างชาติ เพราะหากมีปัญหาด้านความปลอดภัย ก็คงไม่มีใครอยากมา ซึ่งการที่ไทยมีปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายกรณีนับตั้งแต่อดีต จนผลกระทบมีชัดเจนมากขึ้นก็ช่วงต้นปี 2568 ที่มีนักแสดงจีนเข้ามาหลายตัวไปบริเวณชายแดนไทย แต่กรณีนั้นยังโชคดีที่ตำรวจสามารถตามกลับมาได้อย่างปลอดภัย และแม้กลับมาแบบปลอดภัย แต่ความเชื่อมั่นที่ถูกกระทบไปแล้วยังไม่สามารถกลับมาได้เลย นักท่องเที่ยวทั่วไปที่ยังไม่เคยมาเที่ยวไทยก็จะกลัวและไม่มา ซึ่งต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวที่แท้จริง จะมีความอ่อนไหวง่าย ทำให้หากไม่แก้ไขปัญหาโดยเร็วจะอันตรายต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมแน่นอน

นายศิษฎิวัชร กล่าวว่า รัฐบาลที่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นพรรคใดหรือฝ่ายใด แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ควรให้ความสำคัญ เพราะการท่องเที่ยวถือเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจ หากหายไปก็จะส่งผลกระทบกับภาพรวม ต้องยอมรับว่าปัญหาเรื่องความปลอดภัยของไทยมีมาอย่างต่อเนื่อง แต่เริ่มลุกลามจริงๆ ก็ปีนี้ รวมถึงปัญหาที่คนไทยถูกหลอกเป็นเหยื่อโจรออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่างๆ แต่กลับไม่เห็นการแก้ไขปัญหาอย่างเอาจริงเอาจังจากรัฐบาล ปล่อยให้ขบวนการใหญ่มากขึ้นจนเกินจะปราบปรามเองได้ ทำให้กลายเป็นปัญหาโลกที่ต้องเข้ามาช่วยแก้ไข แม้ต้นเหตุจะเป็นประเทศกัมพูชา แต่ไม่ได้หมายความว่าไทยจะไม่ถูกกระทบ เพราะถูกมองว่าแก๊งอาชญกรรมระหว่างประเทศเหล่านั้นก็ย้ายมาตั้งฐานในไทย และเริ่มต้นขบวนการต่อ รัฐบาลจึงควรร่วมมือกับนานาประเทศแก้ไขปัญหาให้เด็ดขาด

Advertisement